Jump to content

Primary: Sky Slate Blackcurrant Watermelon Strawberry Orange Banana Apple Emerald Chocolate Marble
Secondary: Sky Slate Blackcurrant Watermelon Strawberry Orange Banana Apple Emerald Chocolate Marble
Pattern: Blank Waves Squares Notes Sharp Wood Rockface Leather Honey Vertical Triangles
Welcome to Fm-Thai (Number one in Thailand, the Only Website for serious FM fans)
Register now to gain access to all of our features. Once registered and logged in, you will be able to create topics, post replies to existing threads, give reputation to your fellow members, get your own private messenger, post status updates, manage your profile and so much more. This message will be removed once you have signed in.
Login to Account Create an Account
www.standhost.com



ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่านเกี่ยวกับการนำไฟล์จากที่อื่นมาโพส ไม่ควรอัพโหลดใหม่

ให้ลิงค์กลับไปเวปที่ท่านไปเอามา เพื่อให้สมาชิกโหลดจากที่เวปนั้นครับ เนื่องจากทางเวปเข้าร่วมเป็น

SIAS (Sports Interactive Approved Fansites) อย่างเต็มตัวแล้ว และเป็นการเคารพเจ้าของไฟล์นั้น



Photo

✿。:。✿*゚゚ ชมรมเรารักวัฒนธรรมอีสาน 。:。✿*


  • Please log in to reply
22 replies to this topic

#1
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:



....... :waaaht: ไม่มีไรหรอก เอามาเป็นกระทู้รวมเพลงบรรเลงพิณน่ะ 5555+ ตั้งให้โก้ๆซะงั้น :p http://www.freewebs....elathai/lz1.wmv พิณร็อคเขย่าโลก1 Vol.1 : มือพิณสายฟ้า http://baanmaha.us/u...2/01Gorilla.wma พิณลายแห่ ม่วน ๆ พี่น้อง โดย อาจารย์ คำเม้า เปิดถนน http://www.freewebs....elathai/PIN.wma เดี่ยวพิณ ซึ้งๆ ฟังแล้วคิดถึงนุ้ย http://wcs.hopto.org...file4/roong.wma ดนตรีแห่ ม่วนขนาด http://wcs.hopto.org...ha/phinzing.wma เมดเลย์พิณลำซิ่ง 30 นาที http://www.hotlinkfi..._clt1f/1111.wma บรรเลงพิณ ม่วนๆ++หย่าวโลด อันนี้ MV youtube ไปดูกัน มันสุดยอด

Edited by รักนุ้ยเพราะนุ้ยเป็นคนดี, 24 October 2008 - 08:51.



#2
Romancer

Romancer

    นักเตะชุดยู21

  • ทดสอบฝีเท้า
  • 71 posts
  • สโมสร:
  • นักเตะที่ชอบ:Totti/Pele
นึกว่าอีหยัง :still_dreaming:

#3
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


ลืมให้เครดิตน่ะทั้งดุ้้นนี่ เอามาจากเวปบ้านมหาดอทคอมถ้าใครอยากฟังเพิ่มก็คลิกที่ลายเซ็นของผมครับ


#4
สกุลไทย

สกุลไทย

    ผู้จัดการทีมระดับภูมิภาค

  • First Team Coach
  • 4,266 posts
  • Location:ไม่มี
  • Interests:ไม่มี
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:KT001
  • นักเตะที่ชอบ:--


มี Hip Hop ป่ะ โย่วๆ
แสงสว่างมาพร้อมกับความมืดที่หายไป เฉดเช่นกับปัญญาที่มาขจัดความโง่เขลา

#5
สกุลไทย

สกุลไทย

    ผู้จัดการทีมระดับภูมิภาค

  • First Team Coach
  • 4,266 posts
  • Location:ไม่มี
  • Interests:ไม่มี
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:KT001
  • นักเตะที่ชอบ:--


http://seedang.com/stories/28253 เพลงมันๆส่งตรงจากเวียงจันทร์

Edited by KT-Civil-TH, 15 October 2008 - 17:12.

แสงสว่างมาพร้อมกับความมืดที่หายไป เฉดเช่นกับปัญญาที่มาขจัดความโง่เขลา

#6
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


เออดี ช่วยกันทำมาหากิน
ว่าแต่หม่ำ แกมีเพลง ส่งพรปีใหม่ ของ จันสะไหม ไพยะสิด
ไหมอ่ะ เป็น mp3 นะ เพลงนี้
http://www.imeem.com...usic/uNIrOlB0//
ถ้ามีขอหน่อยว่ะ หลังไมค์น่ะ ใครมีก็หลังไมค์มานะครับ

ขอบคุณมาก มันหายากมากๆครับ
(หรือขอวิธีโหลดเพลงจาก imeem ก็ได้ครับ thx)


#7
สกุลไทย

สกุลไทย

    ผู้จัดการทีมระดับภูมิภาค

  • First Team Coach
  • 4,266 posts
  • Location:ไม่มี
  • Interests:ไม่มี
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:KT001
  • นักเตะที่ชอบ:--


http://seedang.com/stories/26787 ลิงกินผักแนวแก
แสงสว่างมาพร้อมกับความมืดที่หายไป เฉดเช่นกับปัญญาที่มาขจัดความโง่เขลา

#8
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


อยากหัดพิณให้ได้จัง กำลังจะไปซื้อซีดีสอนดีดพิณอยู่น่ะ ชุดละ 169 บาท มี 6 ชุดคนขายมันอยู่แถวๆราม ซอยมหาดไทย มันบอกให้ไปเอาที่อพาตเม้นมันเดี๋ยวมันจะลดให้ถ้าใครสนใจเบอร์นี้เลย >> จำไม่ได้ว่ะ =*= ไว้วันหลังละกาน


#9
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


นาฏศิลป์พื้นบ้านอีสาน

(ไว้ประกอบเป็นความรู้เพิ่มเติม...คัดลอกมาจากเอกสารเก่า..ไม่สามารถอ้างอิงได้..ศน.
แดง)


ดินแดนภาคอีสานร่ำรวยไปด้วยแหล่งอารยธรรม โบราณคดีหลากหลาย วิถีการดำรงชีวิตของผู้คนในแถบนี้ มีแบบอย่างผสมกลมกลืนกันทั้งความเชื่อที่มาจากศาสนาพุทธ ฮินดู ภูติผีวิญญาณ ความเชื่อดังกล่าวเป็นคติความเชื่อที่มีความหมายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในระดับครอบครัว ระดับหมู่บ้านและระดับรัฐ จากข้อมูลท้องถิ่นด้านภาษา วรรณกรรม พิธีกรรม ตลอดจนแบบแผนในการดำรงชีวิตของชาวอีสาน โดยเฉพาะหลักฐานทางพุทธศาสนาไม่สามารถสนองตอบความต้องการทางใจ หรือสามารถเป็นที่พึ่งทางใจได้ในขณะที่เกิดภัยพิบัติ ซึ่งเกิดจากธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ความแห้งแล้งอย่างสาหัส หนือเหน็บหนาวในหน้าเก็บเกี่ยว ชาวอีสานจึงหันไปพึ่งพาเทวดา ฟ้าดิน ภูติผี วิญญาณ อันได้แก่ ผีฟ้า ผีแถน ผีปู่ตา ผีตาแฮก ตลอดจนผีมเหสักข์หลักเมืองแทน ความหมายของคำว่า "เซิ้ง" และ "ฟ้อน"

ตามความเข้าใจของคนทั่วไปคิดว่า รำหรือระบำ เป็นการร่ายรำหรือฟ้อนของคนภาคกลาง ฟ้อน เป็นการร่ายรำของคนภาคเหนือ เซิ้ง เป็นการร่ายรำของคนภาคอีสาน แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การฟ้อนของภาคอีสานนั้นมีมานานและเรียกว่าฟ้อนมาโดยตลอด เช่น ในวรรณคดีอีสานหลายเรื่องจะใช้คำว่า ฟ้อน ตลอด ไม่ปรากฏคำว่า รำ ให้เห็นเลย อย่างคำว่า "ยามยามฟ้อน ระทวยฟ้อน ลิงโขนฟ้อน กินรีหย่องฟ้อน ทั้งลำและฟ้อน ฟ้อนหย่อนขา คนฟ้อนใส่กัน หมอแคนฟ้อนแอ่น ฯลฯ

ส่วนคำว่า "เซิ้ง" นิยมใช้ในงานบุญบั้งไฟ การเซิ้งบั้งไฟเป็นการฟ้อนประกอบการขับกาพย์เซิ้ง ลักษณะขึ้นลงตามจังหวะช้าๆ ของกลองตุ้ม พังฮาด หรือในบางครั้งก็มีโทนประกอบ นิยมเซิ้งกันเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่ 3-4 คนขึ้นไป จะมีหัวหน้าเป็นคนขับกาพย์เซิ้งนำ แล้วคนอื่นๆ จะร้องรับไปเรื่อยๆ อย่างเซิ้งในบุญบั้งไฟที่ว่า
โอ เฮา โอ ศรัทธา เฮาโอ
ขอเหล่าโทนำเจ้าจักถ้วย
ดักมายายหลานชายให้คู่
ตายเป็นผีสินำมาหลอก
คันให้แล้วหลายแก้วสิให้พร
เลี้ยงควายดำให้เป็นโตเขาแก้วขอเหล้าเด็ดนำเจ้าจักโอ
หวานจ้วยจ้วยต้วยปากหลานชาย
คันบ่คู่ตูข้อยบ่หนี
ออกจากบ้านสิหว่านดินนำ
เลี้ยวควายด่อนให้เป็นโตเขาคำ
เลี้ยงใหญ่แล้วกะคาดไฮ่คาดนา

ส่วนการที่มีความเข้าใจว่า เซิ้ง หมายถึงการฟ้อนของคนอีสานนั้นน่าจะมาจากการประดิษฐ์ท่ารำ "เซิ้งกระติบ ขึ้น โดยนำเพลงมาจากหมอลำ และใช้ดนตรีประกอบด้วย กลอง แคน ซึง กรับ โปงลาง ซึ่งในครั้งนั้นผู้แสดงทุกคนแต่งตัวนุ่งซิ่นห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง และนำกระติบข้าวห้อยทางไหล่ขวา สาเหตุของการนำกระติบข้าวมาใช้ในการแสดง เพราะเห็นว่ากระติบข้าวเป็นสัญญลักษณ์ของคนอีสาน การเซิ้งครั้งแรกนั้น ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า "เซิ้งอีสาน" ต่อมาได้มีการนำไปแสดงกันแพร่หลาย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เซิงกระติบข้าว" มีการดัดแปลงท่ารำอีกมากมาย เช่น เซิ้งสวิง เซิ้งสาวไหม เซิ้งข้าวปุ้น เซิ้งกระด้ง เซิ้งกระหยัง เซิ้งสาละวัน เซิ้งแหย่ไข่มดแดง เป็นต้น แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วจะเป็นลักษณะของการฟ้อนมากกว่าการเซิ้งดังที่ได้อธิบายมาแล้ว

ลักษณะการฟ้อนในวรรณกรรมพื้นบ้านอีสาน
ลักษณะการฟ้อนพื้นบ้านอีสานที่ปรากฏในวรรณกรรมพื้นบ้านนั้น แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของชาวอีสาน คือ การฟ้อนแอ่นตัวมาข้างหลังนิยมโยกตัว และย้อนหรือย่อเข่าขึ้นลง ซึ่งมีลักษณะเนิบๆ นิยมฟ้อนในลักษณะเป็นขบวนโดยเยาะย่างเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน ซึ่งลักษณะการฟ้อนเช่นนี้ปรากฏในวรรณกรรมพื้นบ้านหลายเรื่อง เช่น

สังข์ศิลป์ชัย ฟังยินซุงพาดพ้อม
นางกะลิงประดับ
เสียงสันแก้วปนมีแกมแก
แกว่งแพนเพื่อยฟ้อน
กินรีฮ้องฮ่ำ
แกว่งแพนเพื่อยฟ้อน เป็นลักษณะการฟ้อนทิ้งแขนไปด้านหลังอย่างอ่อนช้อนสวยงาม
พญาคันคากนางกะลิงฟ้อน
ว่อนๆ ก้องบูชายียาบ พุ้นเยอ
แคนได้พาทย์ซุง
การฟ้อนยียาบ เป็นลักษณะการฟ้อนด้วยการเคลื่อนไหวที่อ่อนช้อยสวยงาม หรือ
ฟังยินครื้นๆ ก้อง
คีงกลมงาม
บูชาเจ้า
สรรพสิ่งพร้อมเสียงเสพนนตี พุ้นเยอ
อ่อนทั่วระทวยฟ้อน
พระองค์หลวงซ้องพระเนตร
เขาหลิ่นชื่นชม
ลักษณะการเคลื่อนขบวนฟ้อนนั้นนิยมฟ้อนเป็นแถวตอนหรือแถวหน้ากระดาน เป็นการฟ้อนเป็นขบวนตามตามกัน เช่น
งามยิ่งแย้ม
มีทั้งฮูปนางฟ้า
คือดั่งมีมายา
มีทั้งฮูปนาคาเกี้ยว
กินรีหย่องฟ้อนคือแท้ดั่งสิหัว
แย้มยิงพอแสน
เหลียวแลหัวแย้ม
นาคีนอนไขว่
งามแย้งจ่องเครือ
ลักษณะของการ "หย่องฟ้อน" คือการฟ้อนในลักษณะการเยาะย่างไป ถ้าเป็นการฟ้อนที่เคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน เป็นจำนวนมากจะใชคำว่า ยาบยาบ เช่น
"หลิงเบิ่งยาบยาบฟ้อน ฝูงหมู่นางกะลิงพุ้นเยอ คิงกลมงาม แอ่นมือทั้งฟ้อน"
ผาแดงนางไอ่ เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านอีสานที่กล่าวถึงการฟ้อนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะแสดงให้เห็นการฟ้อนในขบวนเซิ้งบั้งไฟอย่างชัดเจนหมอลำพร้อม
พากันแอะแอ่นฟ้อน
ปานสวรรคหนห้อง
ดูดั่งคนมากล้น
ฝูงหมู่เฮาสีแก้ว
เขาหากตกแต่งเอ้หมอแคนฟ้อนแอ่น
ลำย้อนโจทย์กัน
เมืองทองพระอินทร์อยู่
สนแล้ว แอ่วสาว
สาวงามมีมาก
ตัวฟ้อนค่องกัน
ฟ้อนแอ่น หรือ แอะแอ่นฟ้อน เป็นลีลาการฟ้อนของชาวอีสานที่นิยมแอ่นตัวมาทางด้านหลัง ซึ่งเราจะเห็นลักษณะการฟ้อนเช่นนี้ได้จาก การฟ้อนของหมอลำ นอกจากนี้ยังมีลักษณะการรำอีกหลายแบบ เช่น
แพนฟ้อน เป็นลักษณะการฟ้อนโดยทิ้งแขนไปด้านหลังเหมือนเวลานกยูงลำแพน หรือคล้ายกับท่านกยูงฟ้อนหาง คนฟ้อนหย่อนขา ลักษณะการฟ้อนในขบวนเซิ้งบั้งไฟหรือขบวนฟ้อนต่างๆ ของชาวอีสานนิยมฟ้อนโดยยกขาเตะไปข้างหน้า ก้าวไขว่และขย่มตัวซึ่งเป็นลีลาที่เกิดการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลขึ้น
ในวรรณกรรมพื้นบ้านอีสานยังมีการฟ้อนดาบ ซึ่งคล้ายกับฟ้อนเจิงในภาคเหนือ เรียกว่า ฟ้อนดาบลาคำ ซึ่งก็คือการรำกระบี่กระบอง ซึ่งเป็นการฟ้อนเพื่อแสดงความพร้อมในการศึกสงคราม

ตัวอย่างลายแคนอีสานและลายโปงลางฟ้อนบายศรีบายศรีสู่ขวัญ หรือบาศรีสูตรขวัญ เป็นประเพณีดั้งเดิมเก่าแก่ ที่นิยมกระทำกันสืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ถือว่าเมื่อจัดทำพิธีนี้จะก่อให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งคำว่า บายศรี ก็หมายถึงการทำสิริให้กับชนผู้ดี สูตรเป็นคำเก่าแก่ หมายถึง การสวด ซึ่งในอันที่จริงแล้ว บาศรีสูตรขวัญนี้เป็นพิธีของพราหมณ์ ส่วนขวัญนั้นเราถือว่าเป็นของไม่มีตัวตน เห็นไม่ได้ จับต้องไม่ได้ แต่เชื่อว่า "ขวัญ" นี้แฝงอยู่ในตัวตนของคนและสัตว์มาตั้งแต่กำเนิด และขวัญนี้จะต้องอยู่ประจำตัวของตนตลอด เวลาตกใจ เสียใจ ป่วยไข้ ขวัญจะหนีไปซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ฉะนั้นจึงต้องเรียกขวัญ หรือสูตรขวัญ เพื่อให้ขวัญหลับมาอยู่กับตัวจะได้สุขสบาย (อ่านเรื่อง การสูตรขวัญ (http://www.isangate....ocal/sukwan.htm) ได้ที่นี่)
การทำพิธีสู่ขวัญนี้มีทั้งเหตุดีและเหตุไม่ดี เหตุดีได้แก่หายจากการเจ็บป่วย จากไปอยู่บ้านอื่นกลับมา ไปค้าขายได้เงินทองมามาก เหตุเหล่านี้ก็มีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ส่วนเหตุไม่ดีได้แก่ การเจ็บไข้ได้ป่วย คนในครอบครัวเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุ ก็ทำพิธีบายศรีเช่นกัน ในวรรณกรรมอีสานหลายเรื่องที่กล่าวถึงพิธีบายศรีสู่ขวัญเช่น ในเรื่องพญาคันคาก
เมื่อนั้น ภูธรเจ้า พญาหลวงแถนเถือก
เจ้าก็ เดินไพร่พร้อม แถนฟ้าซุพญา
บัดนี้ เฮาจักบาลีเจ้า บุญมีองค์ประเสริฐ จริงเทอญ
เฮาจัก ตกแต่งพร้อม กวยช้างสู่ขวัญ ก่อนเทอญ
แต่นั้น ยาบๆ แส่ ฝูงหมุ่พญาแถน
เขาก็ ปูนกันตก แต่งงัวควายช้าง"

หรือ

เขาก็ ยาบๆ พร้อม แตกต่างพาขวัญ
เงินคำกอง เบิกบาสีเจ้า
บัดนี้ สิทธิเดชไท้ มาฮอดเมืองแถน
ขวัญอย่าอ่อน อยู่ยืนยาวเทอญ
การฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ เนื่องมาจากพิธีบายศรีสู่ขวัญเมื่อมีแขกมาเยือน ซึ่งเป็นแขกที่มีเกียรติหรือแขกผู้ใหญ่ที่มาจากต่างถิ่น ชาวอีสานจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยมีพานบายศรี หรือที่เรียกว่า "พาขวัญ" การจัดพาขวัญนี้ปกติต้องจัดด้วยพานทองเหลือง หรือขันสัมฤทธิ์หลายใบซ้อนๆ กัน ซึ่งมีตั้งแต่ 1 ชั้นถึง 9 ชั้น มีใบตองจัดเป็นกรวยเข้าช่อ ประดับดอกไม้สดดูสวยงาม
ชั้นล่างของพาขวัญจะเป็นพานมีใบศรีทำด้วยใบตอง ดอกไม้สด ข้าวต้ม ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีดด้ามแก้ว มีดด้ามคำ ชั้นต่อไปจะตกแต่งด้วยใบศรีและดอกไม้สด ซึ่งจะเป็นดอกปาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูณ ใบยอป่า
ส่วนชั้นที่ 5 จะมีฝ้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัว นอกจากพาขวัญแล้วจะต้องมีเครื่องบูชาอื่นๆ เช่น ขันบูชา ขันธ์ 5 ซึ่งมีพานขนาดกลางสำหรับวางผ้า 1 ผืน แพร 1 วา หวี กระจกเงา น้ำอบน้ำหอม สร้อย แหวน ของผู้เป็นเจ้าของขวัญ โดยจะมีพรารหมณ์เป็นผู้ทำพิธีเรียกขวัญ ตามท่วงทำนองของชาวบ้าน ในคำเรียกขวัญนั้นมีทั้งคาถาที่เป็นภาษาบาลีและคำเรียกขวัญภาษาถิ่น หรือที่เรียกว่า "สูตรขวัญ" ซึ่งคำสูตรขวัญนั้นยากแก่การเข้าใจของผู้มาเยือน จึงมีการจัดทำชุดฟ้อน บายศรีขึ้น เพื่อให้คนต่างถิ่นได้เข้าใจเพราะมีคำร้องที่เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย แต่งโดย อาจารย์ดำเกิง ไกรสรกุล และท่าฟ้อนประดิษฐ์ขึ้นโดย อาจารย์พนอ กำเนิดกาญจน์ แห่งวิทยาลัยครูอุดรธานี ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ แต่เนื้อร้องอาจจะเพี้ยนจากเดิมไปบ้างดังนี้
มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
หมู่ชาวเมืองมาเบื้องขวานั่งซ่ายล่าย เบื้องซ้ายนั่งเป็นแถว
ยอพาขวัญ ไม้จันทร์เพริศแพร้ว
ขวัญมาแล้ว มาสู่คีงกลม
เกศเจ้าหอมลอยลม ทัดเอื้องชวนดม เก็บเอาไว้บูชา
ยามเมื่อฝนเจ้าอย่าคลาย ยามแดดสายเจ้าอย่าคลา
อยู่ที่ไหนจุ่งมารัดด้ายไสยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา
อย่าเพลินเผลอ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
อยู่แดนดินใด หรือฟากฟ้าไกล ขอให้มาเฮือนเฮา
เผืออย่าคิดอาศัยซู้เก่า ขออย่าเว้าขวัยเจ้าจะตรม
หมอกน้ำค้างพร่างพรม ขวัญอย่าเพลินชม ป่าเขาลำเนาไพร
เชิญมาทัดพวงพยอม ทาน้ำหอมให้ชื่นใจ
เหล่าข้าน้อยแต่งไว้ ร้อยพวงมาลัยมาคล้องให้สวยรวย"
หลังจากฟ้อนบายศรีเรียกขวัญแล้ว จะมีการผูกข้อมือด้วยฝ้าย ซึ่งผ่านพิธีกรรมแล้ว ถือว่าเป็นฝ้ายมงคลทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

การแต่งกาย ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน ใส่เสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้าซิ่นห่มสไบเฉียง เกล้าผมมวย ทัดดอกไม้ (แต่งกายสวยงามตมแบบได้ไม่บังคับนะคับ) อยากชมการแสดง แบบต้นตำหรับฟ้อนบายศรี ก็ไปเที่ยวงาน ทุ่งศรีเมืองเบิกฟ้าบายศรี ธานีผ้าหมี่ขิตได้คับ สองฝั่งโขงยินดีต้อนรับการฟ้อนสาละวัน ฟ้อนสาละวัน เป็นชุดฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปัจจุบัน) การฟ้อนชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการที่อาจารย์วีณา วีสเพ็ญ อาจารย์เฉลิมชัย ชนไพโรจน์ และอาจารย์วาสนา ต้นสารี ได้เดินทางไปเยี่ยมศูนย์ลาวอพยพจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อศึกษาทำนองลำชนิดต่างๆ ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และการไปครั้งนี้ได้พบกับหมอลำที่มีชื่อเสียงของลาวคือ หมอลำบัวผัน แก้ววิเศษ และหมอแคนเข็มพร แก้ววิเศษ ซึ่งหมอลำบัวผันได้ลำเพลงพื้นเมืองทำนองต่างๆ พบว่ามีทำนองลำพื้นเมืองหลายทำนอง เช่น ลำมหาชัย ลำผู้ไท ลำสาละวัน ลำคอนสวัน ลำบ้านซอก ซึ่งในทำนองลำแต่ละทำนองก็มีลีลาท่วงทำนองแตกต่างกันไป
ในปี พ.ศ. 2525 ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยอาจารย์วีณา วีสเพ็ญ พร้อมนิสิตชมรมดนตรีและนาฏศิลป์พื้นเมือง จึงร่วมกันประดิษฐ์ท่าฟ้อนประกอบการลำสาละวัน ซึ่งมีท่วงทำนองที่เร้าใจ เนื้อหาของลำสาละวันนั้นนอกจากจะสะท้อนให้เห็นการเกี้ยวพาราสีของชายหญิงแล้ว โวหารเปรียบเทียบที่ใช้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความงามของภาษาซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์แ
ละศึกษาต่อไปยิ่งนัก การฟ้อนสาละวันนับเป็นการฟ้อนตีบทตามกลอนลำสาละวัน คำว่า "สาละวัน" คงได้ชื่อมาจากแหล่งกำเนิดและนิยมขับร้องทำนองพื้นเมืองชนิดนี้ ซึ่งแพร่หลายอยู่ในแถบเมืองสาละวัน จึงได้ชื่อว่า "ลำสาละวัน"

เครื่องแต่งกาย ผู้หญิงแต่งชุดผ้าฝ้ายพื้นเมือง เสื้อแขนกระบอกสีขาวขลิบสีชมพู ผ้าถุงมัดหมี่ฝ้ายสีดำ เก็บชายเสื้อห่มสไบผ้าขิดสีชมพู คาดเอวด้วยสายเข็มขัดเงิน ผมเกล้ามวยสูง ผูกผ้าสีชมพูสด ผู้ชายแต่งผ้าฝ้ายล้วน เสื้อสีนวลคอกลม แขนสั้น กางเกงขาก๊วยสีเขียวสด คาดเอวด้วยผ้าขาวม้าไหม โพกผ้าด้วยผ้าขิดสีชมพู ลวดลายเหมือนกับผ้าสไบของฝ่ายหยิง สวมสร้อยคอเงินหรือใช้ฝ้ายคล้องคอ
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ทำนองลำสาละวัน
ลำสาละวัน
1. โอ...... โอละเดอชายเอย แต่บาดสิบปีล้ำ ซาวปีล้ำ มาเห็นกันเทื่อหนึ่ง เดออ้ายเอย ชายเอย
พอแต่เข้าขึ้นเล้ามาพ้อเทื่อสองอ้ายเอย... คีงบางเอย
โอยเด..... คันแม่นแฟนเพิ่นแล้วนางขอติตั้งแต่ผ่าน เดอ
โอนอ..... คันแม่นซู้ต่างบ้าน นางขอต้านตั้งแต่ละความอ้ายเอย.... คีงบางเอย
2. โอ...... โอนอ ชายเอย พอแต่เหลียวเห็นหน้าขาวมายิ้มป่อยหล่อยแท้นอ
โอ เด .... คันบ่ให้น้องน้อยนำอ้ายบ่แม่นคนอ้ายเอย คีงบางเอย
โอ นอ.... เชิญอ้ายมาลำเตี้ยสาละวันให้มันคล่องเด้ออ้ายเอย
โอย เด ..... พอฟังอ้ายและน้องมาลำเตี้ยให้มันค่องกัน แน่ก่อน โอ... เอย
โอย เด ..... เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลง (ซ้ำ) เตี้ยต่ำๆ ผู้เตี้ยลงต่ำๆ
เตี้ยลงแล้วฟังข่อยสิเดี่ยวกลอน ฟ้อนอ่อนๆ สาวสาละวันเอย
ฟ้อนอ่อนๆ เด้อสาวสาละวัน เฮามาฟ้อนนำกันผู้เตี้ยลงต่ำๆ เตี้ยต่ำๆ เตี้ยลงต่ำๆ
เตี้ยลงแล้วลุกขึ้นสาละวัน สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน ลุกขึ้นแล้วกะฟ้อนยืนตรงๆ (ซ้ำ)
มารำวงนำกันเป็นหมู่ เดินเป็นคู่สอดสายมาลัย จักแฟนไผกะซังมางามแท้น้อ
รูปหล่อๆ ให้น้องขอเมือนำ ตาดำๆ ซิฮักน้องบ่อนอ (ซ้ำ) นออ้ายเอ้ย
3. โอ...... โอนอ ชายเอย นางบ่เคยลำเตี้ยสาละวันจักเทื่อ เด้ออ้ายเอย
โอ เด .... มาพบพุ่มหมากเขือ มาพบเครือหมากแข้ง มาพบแซงหมากพร้าว
มาพบบ่าวผู้ฮู้ มาพบซู้ผู้นี้อยากลำเกี้ยวใส่กันแท้นออ้าย เอย
เดินหน้าแล้วเชิญยิ้มหวานๆ (ซ้ำ) เดินหน้าสาละวันเดินหน้า (ซ้ำ)
ถ้าบ่สงสารสาวหมอลำบ่ (ซ้ำ) บ่ฮักน้องบ้อ บ่เอาน้องบ่ (ซ้ำ)
ถอยหลังสาละวันถอยหลัง (ซ้ำ) หูคอยฟังเสียงกลองเขาแหน่
หูคอยฟ้องเสียงแคนเขาแน ต้อยแลนแตรผู้ต้อยแลนแตร่ (ซ้ำ)
คันบ่ฮักเจ้าแน น้องกะบ่มาลำ (ซ้ำ)
4. โอย...... พอแต่เหลียวเห็นหน้าอยากคืนมาฟ้าใหม่แท้ เด
โอย เด พออยากขยับเข้าใกล้เฮือนเพิ่น ตั้งแต่คนอ้ายเอยคนงามเอย
โอย.... ชายเอยคั่นแม่นนางน้องนี้แล้ว โอ เด ..... น้องนี้มาเสียจิตตั้งแต่บ้านน้องนี้อยู่ไกล
โอ เด ..... น้องนี้มาเสียใจตั้งแต่บ้านน้องอยู่ห่างเด้
โอเดพออยากย่อแผ่นพื้นโนนบ้านเข้าใส่กันอ้ายเอย คีงบางเอย...
โอเดเชิญอ้ายมาลำเกี้ยวสาละวันให้มันคล่อง เด้ออ้ายเอย
โอนอ พอฟังอ้ายและน้องมาละเตี้ยให้คล้องกันหย่าง เอยคนงามเอย
เกี้ยวกันสาละวันเกี้ยวกัน (ซ้ำ) โอยละพี่ชายเอย จังหวาละพี่ชายเอย
การที่มาลำเตี้ยนางบ่เคยเต้ยจักเทื่อ แนวใด๋มันคือเอ้อ เอย....
มาพบพุ่มกะละแม่นหมากเขือ นางมาพบเดื่อหมากแข้ง มาพบแซงกะละแม่นหมากพร้าว
มาพบบ่าวกะละแม่นผู้ฮู้ นางมาพบชู้ผู้นี้อยากลำเกี้ยว ลำเกี้ยว เข้าใส่กัน
นั่นละหนานางนา ละหนาหน้านวลนำผู้หนาลำคีงบางเอย ผู้หนาลำคีงเจ้าบางเอย เจ้าบางเอย
โอย.... ชายเอย น้องสิไลลาแล้วสาละวันสิโค้งอ่วยก่อนเด้อ
โอยเด นางสิลาพี่น้อง อันนี่ค่อยอยู่ดีแน่ท่อนลาลงละเด้อ... ลาลง สาละวันลาลง (ซ้ำ)

ฟ้อนสาละวัน

ลำสาละวัน เป็นวัฒนธรรมของชนชาติลาวอีกประเภทหนึ่ง ที่แพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทย ได้รับความนิยมมายาวนาน ด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะ จังหวะสม่ำเสมอเนื้อความของลำสาละวัน นอกจากจะสะท้อนให้เห็นแนวทางการเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิงแล้ว โวหารเปรียบเทียบที่ใช้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความงามของการใช้ภาษา นอกจากนั้น ท่วงทำนองของการลำ ยังมีการเอื้อนที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว “ลำสาละวัน” จึงเป็นเอกลักษณ์ของชาวสาละวันยาวนานร่วม 70 ปีไม่มีวันสูญหาย และยังคงไว้ซึ่งความไพเราะ และเป็นการร้อยเรียงภาษาที่บอกเล่าเป็นทำนองให้ทราบถึงอดีตที่รุ่งเรืองของสาธา รณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อย่างดียิ่ง
การแสดงชุดนี้ นายทรงศักดิ์ ประทุมสินธุ์ อาจารย์สอนดนตรีพื้นบ้านแห่งวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด ได้ไปศึกษาการลำสาละวันและท่าฟ้อนสาละวัน ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แล้งนำกลับเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยอีกครั้ง โดยดัดแปลงมาบรรเลงในการแสดงในวงโปงลางแต่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน

การแต่งกาย
ชาย สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นสีเขียวลายจกดิ้นทอง นุ่งผ้าโจงกระเบนสีเขียว ใช้ผ้าสไบจกลุ่มน้ำโขงมัดเอว สวมสร้อยทอง และกำไลทอง
หญิง สวมเสื้อสีเขียวแขนกุด โดยมีสายเสื้อที่ไหล่ซ้าย ตัวเสื้อด้านขวาไม่มีแขน ซึ่งเป็นแบบเสื้อชุดประจำชาติของลาว ห่มสไบจกและนุ่งผ้าซิ่นสีแดงดิ้นทองหลวงพระบาง ผมเกล้ามวยสูง รวบผมตึงเบี่ยงมวยผมไปทางซ้าย มัดมวยผมด้วยลูกปัดทองแบบต่างๆ ปักปิ่นทองที่ยอดมวยผม สวมเครื่องประดับทอง เช่น สร้อย ต่างหู กำไล เข็มขัด เข็มกลัด

ลำสาละวัน
(เกริ่น)
โอ๋ ..โอย...น้อ โอ...หนา โอ๋หนออ้ายเอย มา..มาแล้ว สาละวันมาแล้ว มาเอาแนวไปไว้ มาเอาในมันไปหว่านอ้ายเอย เอาเมือปลูกไว้บ้านพอสิได้ดอกเฮ็ดแนว..เฮ็ดแนวหนา
โอหนออ้ายเอย ยามน้องมาเห็นหน้าอยากถามข่าวถามถึงเด้หนอ สุขสำบายดีบ่ หือได๋อยากฮู้ข่าวท่านเอย น้องนี่มาฟาวฟ้าวอยากเห็นหน้าอยากข่าวถามข่าวถามหนา โอ...โอย...หนา
.........................

โอ๋ ..โอย...น้อ โอ...หนา โอ๋หนออ้ายเอย เชิญอ้ายมาลำฟ้อน สาละวันให้มันค่องอ้ายเอย ขอเชิญอ้ายและน้องมาลงฟ้อนเตี้ยเข้าใส่กัน ใส่กันหนา

เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลง (ซ้ำ) เตี้ยลงให้คือหงส์เล่นน้ำ อยากให้งามให้เตี้ยลงต่ำๆ เตี้ยต่ำๆให้เตี้ยลงต่ำๆ เตี้ยลงแล้วฟังน้องสิเดี่ยวกลอน ฟ้อนอ่อนๆ เด้อชายสาละวัน ฟ้อนอ่อนๆ ละเด้อสาวสาละวัน เฮามาฟ้อนนำกันให้เตี้ยลงต่ำๆ เตี้ยต่ำๆ เตี้ยลงต่ำๆ เกี้ยวให้งามให้เตี้ยต่ำจำดิน
เตี้ยลงแล้วลุกขึ้นสาละวัน สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน ลุกขึ้นแล้วกะฟ้อนอยู่ตรงๆ
มารำวงนำกันเป็นหมู่ เดินเป็นคู่สอดสายมาลัย จักแฟนไผกะซางมางามแท้น้อ
รูปหล่อๆ น้องอยากขอเมือนำ ตาดำๆ สิฮักน้องบ่นอ (ซ้ำ) โอ...โอย...หนา
...........................
โอ๋ ..โอย...น้อ โอ...หนา โอ๋หนออ้ายเอย ยามน้องมาเห็นน้ำวังใส คึดอยากอาบหลายเด บาดเทือมาฮอดแล้ววังน้ำย้านเพิ่นหมาย เพิ่นหมายหนา คึดอยากเมือนำอ้ายย้านบ่อนนั่งนั้นมีแต่ขอนเด้ ย้าน บ่อนนอนนั้นมีตั้งแต่เสี้ยนหาบ่อนเมี้ยนคีงน้องหย้านบ่มี บ่มีหนา
โอหนออ้ายเอย เฮาได้มาลำฟ้อนสาละวันกันเป็นหมู่นั่นแล้ว เดินเป็นคู่เกี่ยวก้อย สาวซำเล็กบ่าวซำน้อย มาลอยหน้าต่อไป ต่อไปหนา

สาละวันเดินหน้า เดินหน้า เดินหน้าสาละวัน สาละวันถอยหลัง ถอยหลังถอยหลังสาละวัน (ซ้ำ) ถอยหลังแล้วเชิญยิ้มหวานๆ อ้ายบ่สงสารสาวหมอลำบ่ บ่ฮักน้องบ้อ บ่ฮักน้องบ่ บ่ฮักน้อง...บ่

สาละวันขาเดียว ขาเดียว ขาเดียวสาละวัน
สาละวันแขนเดียว แขนเดียว แขนเดียวสาละวัน
สาละวันขาเดียว ขาเดียว ขาเดียวแขนเดียวสาละวัน
แขนเดียวแล้วเชิญยิ้มหวานๆ อ้ายบ่สงสารสาวหมอลำบ่ บ่ฮักน้องบ้อ บ่ฮักน้องบ่ บ่ฮักน้อง...บ่ โอ...โอย...หนา
.............................

โอ๋ ..โอย...น้อ โอ...หนา โอ๋หนออ้ายเอย พอแต่มาถึงนี้ สาละวันสิลงก่อนท่านเอย ขอแถมพรบาดท้าย สิลาอ้ายแล้วต่าวลง ต่าวลงหนา ขอลาลง.......

สาละวันลาลง ลาลง ลาลงสาละวัน
สาละวันลาลง ลาลง ลาลงสาละวัน
ลา..ลงลาลงสาละวัน ลา..ลงลาลง สา...ละวัน
โอ...โอย...หนา
…………………………..

เครื่องแต่งกายสำหรับชุดการฟ้อนภาคอีสาน
ผ้าพื้นเมืองอีสาน

ชาวอีสานถือว่าการทอผ้าเป็นกิจกรรมยามว่างหลังจากฤดูการทำนาหรือว่างจากงานประจำอื่น
ๆ ใต้ถุนบ้านแต่ละบ้านจะกางหูกทอผ้ากันแทบทุกครัวเรือน โดยผู้หญิงในวัยต่างๆ จะสืบทอดกันมาผ่านการจดจำและปฏิบัติจากวัยเด็ก ทั้งลวดลายสีสัน การย้อมและการทอ ผ้าที่ทอด้วยมือจะนำไปใช้ตัดเย็บทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม หมอน ที่นอน ผ้าห่ม และการทอผ้ายังเป็นการเตรียมผ้าสำหรับการออกเรือนสำหรับหญิงวัยสาว ทั้งการเตรียมสำหรับตนเองและเจ้าบ่าว ทั้งยังเป็นการวัดถึงความเป็นกุลสตรี เป็นแม่เหย้าแม่เรือนของหญิงชาวอีสานอีกด้วย ผ้าที่ทอขึ้นจำแนกออกเป็น 2 ชนิด คือ

ผ้าทอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลาย เพราะต้องการความทนทานจึงทอด้วยฝ้ายย้อมสีตามต้องการ

ผ้าทอสำหรับโอกาสพิเศษ เช่น ใช้ในงานบุญประเพณีต่างๆ งานแต่งงาน งานฟ้อนรำ ผ้าที่ทอจึงมักมีลวดลายที่สวยงามวิจิตรพิสดาร มีหลากหลายสีสันประเพณีที่คู่กันมากับการทอผ้าคือการลงข่วง โดยบรรดาสาวๆ ในหมู่บ้านจะพากันมารวมกลุ่มก่อกองไฟ บ้างก็สาวไหม บ้างก็ปั่นฝ้าย กรอฝ้าย ฝ่ายชายก็ถือโอกาสมาเกี้ยวพาราสีและนั่งคุยเป็นเพื่อน บางครั้งก็มีการนำดนตรีพื้นบ้านอย่างพิณ แคน โหวต มาบรรเลงจ่ายผญาโต้ตอบกัน

เนื่องจากอีสานมีชนอยู่หลายกลุ่มวัฒนธรรม การผลิตผ้าพื้นเมืองจึงแตกต่างกันไปตามกลุ่มวัฒนธรรม

กลุ่มอีสานเหนือ
เป็นกลุ่มชนเชื้อสายลาวที่มีกำเนิดในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง และยังมีกลุ่มชนเผ่าต่างๆ เช่น ข่า ผู้ไท โส้ แสก กระเลิง ย้อ ซึ่งกลุ่มไทยลาวนี้มีความสำคัญบิ่งในการผลิตผ้าพื้นเมืองของอีสาน ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากฝ้ายและไหม แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการนำเอาเส้นใยสังเคราะห์มาทอร่วมด้วย ผ้าที่นิยมทอกัยในแถบอีสานเหนือคือ ผ้ามัดหมี่ ผ้าขิด และผ้าแพรวา

ผ้ามัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองที่ใช้กรรมวิธีในการย้อมสีที่เรียกว่า การมัดย้อม (tie dye) เพื่อทำให้ผ้าที่ทอเกิดเป็นลวดลายสีสันต่างๆ เอกลักษณ์อันโดดเด่นก็อยู่ตรงที่รอยซึมของสีที่วิ่งไปตามบริเวณของลวดลายที่ผูกมัด และการเหลื่อมล้ำในตำแหน่งต่างๆ ของเส้นด้ายเมื่อถูกนำขึ้นกี่ในขณะที่ทอ ลวดลายสีสันอันวิจิตรจะได้มาจากความชำนาญของการผูกมัดและย้อมหลายครั้งในสีที่แตกต่า
ง ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
การทอผ้ามัดหมี่จะมีแม่ลายพื้นฐาน 7 ลาย คือ หมี่ขอ หมี่โคม หมี่บักจัน หมี่กงน้อย หมี่ดอกแก้ว หมี่ข้อและหมี่ใบไผ่ ซึ่งแม่ลายพื้นฐานเหล่านี้ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เช่น จากลายใบไม้ ดอกไม้ชนิดต่างๆ สัตว์ เป็นต้น ผ้ามัดหมี่ที่มีชื่อเสียงได้แก่ เขตอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น อำเภอบ้านเขวา จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น
ผ้าขิด หมายถึงผ้าที่ทอโดยวิธีใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิดซ้อนเส้นยืนขึ้นตามจังหวะที่ต้องการ เว้นแล้วสอดเส้นด้ายพุ่งให้เดินตลอด การเว้นเส้นยืนถี่ห่างไม่เท่ากันจะทำให้เกิดลวดลายต่างๆ ทำนองเดียวกับการทำลวดลายของเครื่องจักสาน จากกรรมวิธีที่ต้องใช้ไม้เก็บนี้จึงเรียกว่า การเก็บขิด มากกว่าที่จะเรียก การทอขิด ผ้าขิดที่นิยมทอกันมีอยู่ 3 ชนิด ตามลักษณะประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก คือ
ผ้าตีนซิ่น เป็นผ้าขิดที่ทอเพื่อใช้ต่อชายด้านล่างของผ้าซิ่น เนื่องจากผ้าทอพื้นเมืองจะมีข้อจำกัดในเรื่องของขนาดผืนผ้า ดังนั้นเวลานุ่งผ้าซิ่นผ้าจะสั้นจึงต่อชายผ้าที่เป็นตีนซิ่นและหัวซิ่นเพื่อให้ยาวพอ
เหมาะ
ผ้าหัวซิ่น ก็เช่นเดียวกันเป็นผ้าขิดที่ใช้ต่อชายบนของผ้าซิ่น
ผ้าแพรวา มีลักษณะการทอเช่นเดียวกับผ้าจก แพรวา มีความหมายว่า ผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่ทอเป็นผืนมีความยาวประมาณวาหนึ่งของผู้ทอ ซึ่งยาวประมาณ 1.5-2 เมตร
ผ้าแพรมน มีลักษณะเช่นเดียวกับแพรวา แต่มีขนาดเล็กกว่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส นิยมใช้เช่นเดียวกับผ้าเช็ดหน้าและหญิงสาวผู้ไทนิยมใช้โพกผม
ผ้าลายน้ำไหล ผ้าลายน้ำไหลนี้ที่มีชื่อเสียงคือ ซิ่นน่าน (ของภาคเหนือ) มีลักษณะการทอลวดลายเป็นริ้วใหญ่ๆ สลับสีประมาณ 3 หรือ 4 สี แต่ละช่วงอาจคั่นลวดลายให้ดูงดงามยิ่งขึ้น ผ้าลายน้ำไหลของอีสานก็คงจะได้แบบอย่างมาจากทางเหนือ โดยทอเป็นลายขนานกับลำตัว และจะสลับด้วยลายขิดเป็นช่วงๆ
ผ้าโสร่ง เป็นผ้านุ่งสำหรับผู้ชาย ลักษณะของผ้าโสร่งจะทอด้วยไหมหรือฝ้ายมีลวดลายเป็นตาหมากรุกสลับเส้นเล็ก 1 คู่ และตาหมากรุกใหญ่สลับกัน กว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 2 เมตร เย็บต่อกันเป็นผืน



กลุ่มอีสานใต้
คือกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรที่กระจัดกระจายตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษและบุรีรัมย์ เป็นกลุ่มที่มีการทอผ้าที่มีเอกลักษณ์โดยเฉพาะของตนเอง มีสีสันที่แตกต่างจากกลุ่มไทยลาว

ผ้ามัดหมี่ ในกลุ่มอีสานใต้ก็มีการทอเช่นเดียวกันนิยมใช้สีที่ทำเองจากธรรมชาติเพียงไม่กี่สี ทำให้สีของลวดลายไม่เด่นชัดเหมือนกลุ่มไทยลาว แต่ที่เห็นเด่นชัดในกลุ่มนี้คือการทอผ้าแบบอื่นๆ เพื่อการใช้สอยกันมากเช่น

ผ้าหางกระรอก จะมีสีเลื่อมงดงามด้วยการใช้เส้นไหมต่างสีสองเส้นควั่นทบกันทอแทรก

ผ้าปูม เป็นผ้าที่มีลักษณะการมัดหมี่ที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ต่างจากถิ่นอื่น

ผ้าเซียม (ลุยเซียม) ผ้าไหมที่นิยมใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ

ผ้าขิด การทอผ้าขิดในกลุ่มอีสานใต้มีทั้งการทอด้วยผ้าฝ้ายและผ้าไหม แต่ส่วนมากมักจะใช้ต่อเป็นตีนซิ่นในหมู่คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดี เพราะชาวบ้านทั่วไปไม่นิยมใช้กัน ลักษระการต่อตีนซิ่นของกลุ่มนี้นิยมใช้เชิงต่อจากตัวซิ่นก่อน แล้วจึงใช้ตีนซิ่นต่อจากเชิงอีกทีหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มไทยลาวอย่างเด่นชัด

ลักษณะผ้าพื้นเมืองอีสาน

ลวดลายผ้าพื้นเมืองอีสานทั้งสองกลุ่มนิยมใช้ลายขนานกับตัว ซึ่งต่างจากผ้าซิ่นล้านนาที่นิยมลายขวางตัวและนุ่งยาวกรอมเท้า ในขณะที่ชาวไทยลาวนิยมนุ่งผ้าซิ่นสูงระดับเข่าแต่ไม่สั้นเหมือนผู้หญิงเวียงจันทร์แล
ะหลวงพระบาง การต่อหัวซิ่นและตีนซิ่นจะต่อด้วยผ้าชนิดเดียวกัน ส่วนหัวซิ่นนิยมด้วยผ้าไหมชิ้นเดียวทอเก็บขิดเป็นลายโบคว่ำและโบหงายมีสีแดงเป็นพื้น ส่วนการต่อตะเข็บและลักษณะการนุ่งจะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากภาคอื่นคือ การนุ่งซิ่นจะนุ่งป้ายหน้าเก็บซ่อนตะเข็บ ยกเว้นกลุ่มไทยเชื้อสายเขมรในอีสานใต้ ซึ่งมักจะทอริมผ้าเป็นริ้วๆ ต่างสีตามแนวตะเข็บซิ่น จนดูกลมกลืนกับตะเข็บและเวลานุ่งจะให้ตะเข็บอยู่ข้างสะโพก
การใช้ผ้าสำหรับสตรีชาวอีสาน

ผ้าซิ่นสำหรับใช้เป็นผ้านุ่งของชาวอีสานนั้นจะมีลักษณะการใช้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ผ้าซิ่นสำหรับผู้หญิงที่มีสามีแล้ว จะใช้ผ้าสามชิ้นมาต่อกันโดยแบ่งเป็นผ้าหัวซิ่น ผ้าตัวซิ่น และผ้าตีนซิ่น ผ้าแต่ละชิ้นมีขนาดและลวดลายต่างกัน

ผ้าหัวซิ่น จะมีขนาดกว้างประมาณ 20 ซม. ยาวเท่ากับผ้าซิ่น มีลวดลายเฉพาะตัว คือ ทอเป็นลายขวางสลับเส้นไหมแทรกเล็กๆ สลับสีสวยงาม
ส่วนตัวซิ่น คือส่วนกลางของผ้าซิ่นมีความกว้างมากกว่าส่วนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเท่าฟืมที่ใช้ทอ ซึ่งนิยมทอเป็นลายมัดหมี่

ส่วนตีนซิ่น คือส่วนล่างของผ้าซิ่นจะมีความกว้างเพียง 10 ซม. และยาวเท่ากับความยาวของผ้าซิ่น เมื่อต่อเข้ากับตัวซิ่นแล้วลายจะเป็นตรงกันข้ามกับผ้าหัวซิ่น ความงามอยู่ที่การสลับสีส่วนใหญ่จะเลียนแบบจากลวดลายของสัตว์ เช่น ลายงูทำเป็นลายปล้องสีเหลืองและดำ
ผ้าซิ่นสำหรับหญิงสาว จะเป็นผ้าซิ่นมัดหมี่เหมือนกันแต่เป็นผืนเดียวกันตลอด ใช้วิธีการมัดหมี่เป็นดอกและลวดลายติดต่อแล้วทอเป็นผืนเดียวกันตลอด ในผืนซิ่นจะมีลายที่ริมขอบด้านล่างในลักษณะเชิงซิ่นลวดลายส่วนใหญ่ทั้งตัวซิ่นและเชิ
งนิยมใช้ลายรูปสัตว์ เช่น ไก่ฟ้า หงษ์ทองการแต่งกายของชาวอีสานมักจะควบคู่ไปกับลีลาท่ารำที่สวยงามและจังหวะที่สนุกสน
านเร้าใจ

เต้ย 3 จังหวะเป็นการแสดงที่บ่งถึงความสนุกสนานของดนครีอีสานเน้นจังหวะที่แม่นยำและความเชี
่ยวชาญของนักดนตรีอีสาน ทำนองดนตรีลายโปงลาง การแสดงชุดนี้สมัยก่อนใช้ลายดนตรีในการบรรเลงพิณ

เต้ย 3 จังหวะ ประกอบด้วยลายเพลงเต้ยสามลายรวมกันคือ เต้ยธรรมดา เต้ยโขง และเต้ยพม่า

ส่วนมากใช้ในการบรรเลงรวมเป็นเต้ยลา

รำศรีโคตรบูรณ์
การฟ้อนโบราณคดีชุด "รำศรีโคตรบูรณ์" เป็นชุดฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยข้าราชการในจังหวัดนครพนม คำว่า "ศรีโคตรบูรณ์" เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่ง เดิมอยู่ใต้ปากเซบั้งไฟ มีพระยาติโคตรบูรเป็นผู้ปกครอง ในหนังสืออุรังคธาตุได้กล่าวถึงเมืองศรีโคตรบูรณ์ไว้ว่า "เราทั้งหลายเรียกว่าเมืองศรีโคตโม เหตุเพราะพระโคตโมได้ให้คำวุฒิสวัสดีแก่พระยาติโคตรบูรและบัดนี้คนทั้งหลายชาวเมืองล
ุ่มเรียกว่า เมืองศรีโคตรบอง"
เมืองศรีโคตรบอง หรือเมืองศรีโคตรบูรณ์ เป็นนครที่มีความรุ่งเรืองมาแต่อดีต นับเป็นอาณาจักรร่วมสมัยกับอาณาจักรทวาราวดีของภาคกลาง อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ปรากฏหลักฐานขึ้นครั้งแรกในหนังสืออุรังคธาตุว่า
พระยานันเสนผู้ครอบครองนครโคตรบูรเป็นผู้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพระธาตุพนม ต่อมาเมืองศรีโคตรบองนี้ได้ย้ายจากบริเวณใต้ปากเซบั้งไฟมายังฝั่งธาตุพนม ณ ดงไม้รวก และได้ขนานนามใหม่ว่า "เมืองมรุกขนคร" ซึ่งก็คือที่ตั้งจังหวัดนครพนมในปัจจุบันนี้
การฟ้อนโบราณคดีชุดรำศรีโคตรบูรณ์ เป็นชุดฟ้อนที่ท่าฟ้อนประยุกต์มาจากท่าเซิ้งบั้งไฟและท่าฟ้อนผู้ไทรวมกัน ฟ้อนชุดศรีโคตรบูรณ์นี้ใช้เพลงลำผู้ไท หรือเพลงลมพัดไผ่ซึ่งมีทำนองเนิบๆ ทำให้รำศรีโคตรบูรณ์มีลีลานุ่มนวล อ่อนช้อยสวยงามมาก

การแต่งกาย รำศรีโคตรบูรณ์ใช้ผู้แสดงหญิงล้วน แต่งกายคล้ายชาวไทดำ โดยสวมเสื้อแขนกระบอกสีดำขลิบแดง นุ่งผ้าถุงสีดำคาดเอวด้วยผ้าแถบสีแดง เกล้าผมมวยใช้ผ้าแดงผูกผม
เครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน เพลงลำผู้ไท หรือเพลงลมพัดไผ่

จากการบอกเล่าของนายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรี พื้นบ้านว่า โปงลางนั้นบางแห่งจะเรียกว่า หมากกลิ้งกล่อม หมากเดอะเดิน เป็นเครื่องดนตรีที่ พัฒนามาจาก "เกราะลอ" หรือ "ขอลอ" เดิมทีเท้าพรมโครตได้อพยพมาจากประเทศลาว เข้ามาอยู่ฝั่งไทย ได้คิดทำเกราะลอโดย คิดเลียนแบบจากเกราะที่ใช้ตีตามหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านต้องการเรียกลูกบ้านมาประชุม แจ้งเหตุต่างๆ โดยนำเกราะลอที่ทำจากไม้เหลื้อมมัดเรียงกันด้วยเถาวัลย์ มีอยู่ ๖ ลูก ๕ เสียง มีเสียง ซอล ลา โด เร มี (ซอลสูง) เพื่อตีไล่ฝูงนกกาที่มากินข้าวในไร่นา ต่อมาท้าวพรมโครตได้ย้ายมาอยู่บ้านกลางหมื่น อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ถ่ายทอดการตีเกราะลอให้แก่นายปาน ต่อมานายปานเสียชีวิตลง นายขาน ผู้เป็นน้องชายได้สืบต่อการตีเกราะลอมาและได้ถ่ายทอดให้ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ซึ่งได้ทำการปรับปรุงการทำเกราะลอ โดยใช้ไม้หมากหาดซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง เวลาตีแล้วไม่บวมง่าย มีเสียงดังกังวาน มีการเพิ่มลูกจาก ๙ ลูก เป็น ๑๒ ลูก และ ๑๓ ลูก เพิ่มจาก ๕ เสียง เป็น ๖ เสียง พร้อมกับคิดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นคือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือ น้อย ลายสุดสะแนน ลายสร้อยและลายเซ และได้เปลี่ยนชื่อจากเกราะลอมาเป็น "โปงลาง" แล้วนำโปงลางมาเล่นร่วมวงกับดนตรีอีสานชนิดอื่น เช่น แคน ซอ พิณ กลอง หมากกั๊บแก้บ ไห เกิดความไพเราะและได้รับความสนใจจากผู้ที่ได้ชมทั่วไป ทำนองลายโปงลางที่บรรเลงนั้น ได้จากการเลียนเสียงธรรมชาติและชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของชาวอีสาน เช่น

๑. ลายลมพัดพร้าว ลีลาของเพลงแสดงถึง เสียงลมที่พัดมาถูกใบมะพร้าวจะแกว่งสะบัดตามแรงลมกลายเป็นเสียงและลีลาที่น่าฟังยิ่ง

๒. ลายโปงลาง ลีลาของเพลงนี้จะทำให้ผู้ฟังนึกถึงเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ดังอยู่ไม่ขาดระยะมองเห็น
วัดเดินตามกันเป็นทิวแถวข้ามทุ่ง

๓. ลายช้างขึ้นภู ลีลาของเพลงจะมีความเนิบช้าสง่างาม เหมือนลีลาการเดินของช้าง ที่กำลังเดินขึ้นภูเขาสูง ด้วยความเนิบช้าสง่างาม

๔. ลายแมงภู่ตอมดอก ลีลาของเพลงจะทำให้มองเห็นภาพของแมลงภู่ ที่บินวนเวียน ดูดน้ำหว่านจากเกษรดอกไม้เป็นหมู่ๆ พร้อบกับส่งเสียงร้องด้วยความสดชื่นรื่นเริง

๕. ลายนกไซบินข้าทุ่ง ลีลาของเพลงบรรยายถึงลีลาของนกที่บินเป็นหมู่ข้ามท้องทุ่ง อันเขียวขจีด้วยนาข้าว

๖. ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลีลาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความอ้างว้างว้าเหว่ของหญิงที่ถูกสามีทอดทิ้งต้องกล่อมล
ูกอยู่เดียวดาย ตามลำพัง

๗. ลายภูไทยเลาะตูบ ลีลาของเพลงแสดงถึงภาพชีวิตของหนุ่มชาวภูไทที่มักจะแวะเวียนไปพูดกับหญิงสาวตามบ้านต
่างๆ ในเวลาค่ำนอกจากนั้นยังมีลาย "กาเต้นก้อน" จะใช้เทียบเสียงโปงลางแต่ละลูกหลังจากทำเสร็จ เรียบร้อยซึ่งถือเป็นลายครูของโปงลาง และลายอื่นๆ อีก ซึ่งถือเป็นลายหลัก คือ อ่านหนังสือ ใหญ่ อ่านหนังสือน้อย สุดสะแนน ลายสร้อย และลายเซ ซึ่งเพียงฟังจากชื่อก็จะรับรู้ถึง ท่วงทำนองของเพลงที่ กลั่นกรองมาจากชีวิตพื้นบ้าน และธรรมชาติรอบข้าง"โปงลาง " เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของอีสานชนิดหนึ่งที่ถือกำเนิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจโดยเฉพาะผู้สื
บทอด และอนุรักษ์ไว้ คือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ "โปงลาง" จึงควรแก่การอนุรักษ์ และถ่ายทอดให้เยาวชนรุ่นหลังได้ทราบและตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่ดีงาม และคุณความดีของบุคคลที่น่ายึดถือเป็น แบบอย่างสืบทอดไว้ตราบชั่วกาลนาน ศิลปวัฒนธรรมอีสานสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของคนในสังคม ตลอดเวลาอันยาวนานมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวที่มีค่าควรแก่การอนุรักษ์ และเผยแพร่ให้แก่คนอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

Edited by รักนุ้ยเพราะนุ้ยเป็นคนดี, 22 October 2008 - 12:56.



#10
Dreammy

Dreammy

    ผู้จัดการทีมระดับตำบล

  • ผู้จัดการทีมระดับตำบล
  • 2,001 posts
  • Location:KALASIN
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:ดรีม
  • นักเตะที่ชอบ:Ryan Gigss
ผมมักมั่วหน้าฮ้าน แต่หมอลำซิ้งครับ 5555+

#11
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


ผมก็ชอบหมอลำซิ่งนะ ม่วนดีแต่ชอบของเก่าๆมากกว่า พวกอังคนาง ไรแบบนี้อังคนางนี่ คือ หมอลำเบอร์ 1 ในใจผมเลย จาก เพลง "อีสานลำเพลิน" น่ะครับ ^^จะเล่าไรให้ฟังอีกอย่าง น่าเศร้ามากพอดูคือต้องยอมรับว่า คนไทยโดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน มักจะชอบดูถูกดูแคลนวัฒนธรรมอีสานบ้านเรา(เนื่องจากสอนกันมาแต่นานนมแบบผิดๆ)นานมาแล้วที่ผมก็ไปโหลดเอาเสียงรอสายมาจาก 2222 ทรูมูฟน่ะ เป็นลำล่องน่ะครับ 10 เพลงเต็มอัลบั้มเก็บเพลงของทรูมูฟ เรียกว่าโทรมาหาผมก็ได้ฟังกลอนลำเพราะๆ(ลำล่องหรือลำกลอนเป็นหมอลำขนานแท้ที่ไม่ใช่เพลงหมอลำ เป็นการโอ่ลำไปตามจังหวะเสียงแคนน่ะครับ)ที่นี้พ่อผมโทรเขามาหาผม แรกๆก็ไม่ได้ว่าอะไรไปๆมาๆ โทรมาหลายๆครั้งเข้า ผมก็โดนด่าเฉยเลยแรกๆก็ด่าว่า ลูกไม่เคยเป็นแบบนี้นะ แล้วก็จิจ๊ะปากหนักเข้าก็ด่าว่าไอ้ลาวเลยแล้วก็หาว่าลุ่มหลงสาวอีสานอะไรจะขนาดนั้น(ซึ่งจิงๆก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ลองจินตนาการว่าผมจีบแหม่ม แล้วเอาเพลงฝรั่งมาเป็นเสียงรอสายสิ จะมีใครว่าไหม)เลยต้องเปลี่ยนเป็นเพลงที่ปลอดภัยมากกว่านี้ดูเอาครับ วัฒนธรรมสยามสอนอะไรเรา ?

Edited by รักนุ้ยเพราะนุ้ยเป็นคนดี, 22 October 2008 - 13:26.



#12
Dreammy

Dreammy

    ผู้จัดการทีมระดับตำบล

  • ผู้จัดการทีมระดับตำบล
  • 2,001 posts
  • Location:KALASIN
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:ดรีม
  • นักเตะที่ชอบ:Ryan Gigss
คณะที่ ผมชอบ คือ แหลมณรงค์ โปรโมชั่น ครับ 555+
ส่วนที่ใครจะว่าไรก็ชั่งครับ ผมภูมิใจกับวัฒนธรรม อีสาน ภูมิใจที่เกิดเป็นคน อีสาน
แต่ก็มีเพื่อนบางคนนะ เวลาอยู่บ้านนิแต่ก่อนพูดภาษาอิสาน แต่พอไปเรียนในเมือง เราพูดอีสานด้วยกับตอบไทย ผมละเซ็งเลย 555+


#13
สกุลไทย

สกุลไทย

    ผู้จัดการทีมระดับภูมิภาค

  • First Team Coach
  • 4,266 posts
  • Location:ไม่มี
  • Interests:ไม่มี
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:KT001
  • นักเตะที่ชอบ:--


พล กินปลาร้าดิบๆเป็นตัวๆได้ป่าว :still_dreaming:

Edited by KT-Civil-TH, 22 October 2008 - 17:27.

แสงสว่างมาพร้อมกับความมืดที่หายไป เฉดเช่นกับปัญญาที่มาขจัดความโง่เขลา

#14
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


เป็นมังสะวิรัติ..... บอกไปหลายหนแล้วนา


#15
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


วันนี้ มีฟ้อนงามๆมาฝากเพื่อนๆสามคลิปด้วยกันนะครับ ไปดูกัน http://video.google....782453244341438 เซิ้งไทภูเขา http://video.google....307555543854501 เซิ้งภูไทกาฬสินธุ์ http://video.google....016580653922211 เซิ้งนารีศรีอีสาน งามๆครับ ไปดูกัน ถ้าชอบ


#16
สกุลไทย

สกุลไทย

    ผู้จัดการทีมระดับภูมิภาค

  • First Team Coach
  • 4,266 posts
  • Location:ไม่มี
  • Interests:ไม่มี
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:KT001
  • นักเตะที่ชอบ:--


เป็นมังสะวิรัติ..... บอกไปหลายหนแล้วนา

เหรอ งั้นยังปั๊มตราของแท้มะได้ หุหุ
แสงสว่างมาพร้อมกับความมืดที่หายไป เฉดเช่นกับปัญญาที่มาขจัดความโง่เขลา

#17
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


งั้นขอเป็นของปลอมที่รักจริงพอ.... ได้มะ :ah:


#18
สกุลไทย

สกุลไทย

    ผู้จัดการทีมระดับภูมิภาค

  • First Team Coach
  • 4,266 posts
  • Location:ไม่มี
  • Interests:ไม่มี
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:KT001
  • นักเตะที่ชอบ:--


งั้นขอเป็นของปลอมที่รักจริงพอ.... ได้มะ :ah:

ไม่ได้ว่ะ ของปลอมโดนจับลิขสิทธิ เดี๋ยวจะไปฟ้อง ข้อหาปลอมแปลง และเลียนแบบเป็นคนอีสาน :hungry: ของเทียมต้องโดนทำลายด้วย แบบเค้าทำลายซีดีเถื่อนอะ เดี๋ยวจะเอาสิบล้อมาเหยียบแก :veea: ของปลอม
แสงสว่างมาพร้อมกับความมืดที่หายไป เฉดเช่นกับปัญญาที่มาขจัดความโง่เขลา

#19
kittipol

kittipol

    กัปตันทีม

  • กัปตันทีม
  • 689 posts
  • สโมสร:


ฉันรักนุ้ย เพราะนุ้ยเป็นคนดี ^^


#20
สกุลไทย

สกุลไทย

    ผู้จัดการทีมระดับภูมิภาค

  • First Team Coach
  • 4,266 posts
  • Location:ไม่มี
  • Interests:ไม่มี
  • สโมสร:
  • ชื่อเล่น:KT001
  • นักเตะที่ชอบ:--


ฉันรักนุ้ย เพราะนุ้ยเป็นคนดี ^^

เมื่อก่อนก็บอกว่าเก๋เป็นคนดีนี่หว่า :ah:
แสงสว่างมาพร้อมกับความมืดที่หายไป เฉดเช่นกับปัญญาที่มาขจัดความโง่เขลา




0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users


กระทู้บอลไทย THAILANDSUSU.COM ไทยแลนด์ สู้ สู้
เข้าสู่เว็บเข้าสู่เว็บ tooksudshop
ตั๋วเครื่องบินราคาถูก
Boardgame Thailand Fanclub : ชมรมคนรักบอร์ดเกมแห่งประเทศไทย
Iconcash ระบบบริหารการเงินส่วนบุคคล online
เข้าสู่เว็บSoshi Koreashop รับพรีออเดอร์สินค้าจีนเวป Taobao เรทถูกสุดๆเพียง 5.2
Men Hairstyles : แบบผมผู้ชายเท่ๆ
www.sendemailmkt.com

www.Fm-Thai.com All Rights Reserved.

  


Old Site (www.cm-fmthai.com)