Jump to content
Sign in to follow this  
GMPhoenix

ไดอารี่ ของ ยอดผู้จัดการทีม ผู้ยิ่งใหญ่

Recommended Posts

หน้าแรก

 

ผมชื่อ แอสปา แอนโธนี่ อายุ 25 ปี เป็นลูกครึ่ง อาร์เจนติน่า กับ อังกฤษ ได้ร่ำเรียนศึกษาวรยุทธ์ วิชา ยอดผู้จัดการทีม จนได้ถึงขั้น เอ ไลน์เซน มาประดับบารมี ตอนนี้ ผมพร้อมเผชิญโลกกว้าง ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะเป็น ยอด กุนซือ อันดับหนึ่ง ของโลกให้ได้ ผมจะต้องมีคะแนนมากเป็นอันดับหนึ่ง ของ Hall of Fame ให้ได้ แต่ตอนนี้ ผมต้องร่อน จดหมายสมัครงานไปยัง สโมสรต่างๆ ผมฝันว่า จะได้ คุมยอดทีม ลิเวอร์พูล ทีมที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ให้ได้ ถ้าได้คุมทีมลิเวอร์พูลจริงๆ คงเป็นฝันที่สุดยอดมาก แน่ๆ เลย

 

ว๊า...ตอนนี้ดึกมากแล้ว ผมขอตัวไปนอนก่อน พรุ่งนี้ต้องปั้นจดหมายสมัครงาน อีกเยอะ แน่ๆ เลย ยังไงชะ ถ้าได้คุมทีมแล้ว จะกลับมาเขียนต่อนะ

 

ราตรีสวัสดิ์

 

 

To be continus...

 

 

Posted Image

Share this post


Link to post
Share on other sites

หน้า 2

 

18 Jun 2012

 

หลังจากที่ผมโดนปฏิเสธ จากทีมต่างๆ มากมาย ที่ผมร่อนจดหมายสมัครงาน จนในที่สุด ผมก็ได้รับโทรศัพท์จาก ทีมอเปลดอร์น ใน จูปิแลร์ ลีก ฮอลแลนด์ เขาบอกว่าเขาสนใจในตัวผม และต้องการให้ผมเดินทางไปสัมภาษณ์งาน กับ ท่าน Victor Doorn ประธานสโมสร ผมตื้นเต้นมากเลยล่ะ จนทนไม่ได้ ได้โทรศัพท์ ไปโม้กับเพื่อนๆ หมดทุกคนที่นึกได้ เพื่อนๆ ผม เขาบอกว่าผมโชคดีมาก คนอื่นๆ ต้องไปสมัครตั้งหลายเดือนกว่าจะได้งาน บางคนก็เป็นปี แต่กับผม แค่ 4 วันเอง

 

หลังจากโม้ให้เพื่อนฟัง จนพอใจแล้ว ผมก็ได้เดินทางไปยังสโมสร อเปลดอร์น ทันที และได้เข้าพบกับท่านประธาน Victor Doorn ท่านได้ซักถามผมถึงแนวทางการทำทีมของผม ผมก็ตอบท่านด้วยใจที่เต้นระทึก และในที่สุด ท่านก็พูดในสิ่งที่ผมดีใจที่สุด นั่นก็คือ ถ้าผมยอมรับ สัญญาณ 1 ปี ได้ ค่าเหนื่อย 1,100 ปอนด์ ต่อสัปดาห์ และ ยอมรับ งบประมาณการทำทีม 89,000 ปอนด์ งบประมาณค่าเหนื่อยของนักเตะที่ 18,750 K และในปัจจุบัน มีค่าเหนื่อยปัจจุบันอยู่ที่ 12,540 ปอนด์ ได้ ทางสโมสร ก็จะรับผมเข้าทำงาน

 

เพื่อนๆ คง เดาไม่ยากนะว่า ผมจะตอบเช่นใด ผมตอบตกลงในทันที ที่ท่านประธานพูดจบ เมื่อผมตอบรับ ดูท่านจะพอใจ เป็นอย่างมาก ท่านให้เลขาของท่าน พาผมไปพบ สต๊าฟโค้ช นักเตะ และสนาม ในทันที เมื่อผมกลับถึงบ้าน ผมยังแทบไม่เชื่อตัวเอง เลยว่า ความฝันได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้ว

 

ผมเริ่มร่างแผนการต่างๆ ที่จะใช้ในวันพรุ่งนี้ ในวันพรุ่งนี้ ผมคงต้องมีงานที่จะต้องทำอีกเยอะ

 

คงต้องรีบนอน แต่ หัวค่ำแล้วล่ะ แต่จะนอนหลับก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าคืนนี้ คงฝันหวานน่าดู

 

ราตรีสวัสดิ์

 

Posted Image

Share this post


Link to post
Share on other sites

มาเรื่อยๆอย่าให้ขาดนะครับ เป็นกำลังใจให้อยู่ ครับ :008:

Share this post


Link to post
Share on other sites

เดินบาง วิ่งบาง กระโดดข้าม ล้มลงบาง ลุกขึ้น วิ่งกันใหม่ :016:

Share this post


Link to post
Share on other sites

19 Jun 2012

 

07.00 ความรู้สึกที่ได้ทำงานในวันแรก มันช่างเต็มเปี่ยมไปด้วย ความมุ่งมั่น ความหวัง ทำให้เช้านี้ เป็นเช้าที่ผมคึกคักเป็นพิเศษ ทันทีที่ผมเข้าสำนักงาน ผมเห็นชายวัยกลางคน ยืนยิ้มแฉ่ง รอผมอยูที่หน้าสำนักงาน เขาตรงเข้ามาหาผม แล้วแนะนำตัวว่า เขาชื่อ Marco Heering เขาเป็นผู้ช่วยของผม เขารอพบผมเพื่อจะพาผมไปที่บ้านพักชั่วคราว ที่ทางสโมสร จัดหาให้ เขาทำหน้าที่ขับรถพาผมไปที่บ้านพัก เขาเป็นคนอัธยาศัยดี พูดเก่ง ระหว่างทาง เขาเล่าถึงประวัติสโมสรให้ผมฟังอย่างมีความสุข เขาเล่าว่า “ อเปลดอร์น เป็นเมืองที่น่าอยู่ ทีมเราเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน นักหรอก เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 1913 มีสนามที่ทันสมัย ชื่อว่า Fly Brazil Stadion จุคนได้ทั้งหมด 3,352 ที่นั่ง ( เป็นที่นั่งทั้งหมด ) ประธานคนปัจจุบันของเรา ท่านบ้าบอลมาก “ ยังไม่ทันที่ Marco จะเล่าอะไรอีก เราก็มาถึงที่พักชั่วคราวของผมแล้ว พอผมได้เห็นบ้านพักของผม ทำให้ผมชะงัก หน้าจ๋อย ไปแป๊ปนึ่ง แล้วคิดในใจว่า ( มันเล็กกว่าบ้านตูที่ลอนดอนเสียอีก ) แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา Marco เดินนำหน้าผมพาผมเข้าบ้านพัก

 

Marco : ฝุ่นเยอะไปหน่อยนะครับ ไม่ได้มีคนมาอยู่นานแล้ว เหมือนกัน เออ...คุณทานข้าวมารึยังครับ ร้านอาหารแถวนี้ อร่อยๆ ทั้งนั้น เดี๋ยวพอคุณ จัดห้องเสร็จ ผมจะพาคุณไปทานอาหาร เออ...เกือบลืมไป เดี๋ยว ตอน 09.00 น. คุณมีนัดเข้าประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารนะครับ ท่านประธานจะแนะนำคุณให้กับฝ่ายผู้บริหาร

 

ผมเอง : งั้นเดี๋ยวผมขอเวลาชะ 15 นาที จัดข้าวของก่อน แล้วผมจะตามไป

 

Marco : โอ เค ครับ งั้นผมขอตัวไปรอในรถก่อน ก็แล้วกันนะ คุณจะได้มีเวลาส่วนตัว

 

จากนั้น Marco ก็ได้ออกไป ส่วนผมก็หันมาจัดการสัมภาระ ต่างๆ ในระหว่างที่ผม จัดของให้เข้าที่อยู่นั้น ผมก็ได้เห็น หนังสือพิมพ์กีฬา ท้องถิ่น ฉบับหนึ่ง วางไว้บนโต๊ะ แล้วเห็นข่าวพาดหัว เป็นข่าวของผม ผมจึงหยิบขึ้นมาอ่านทันที แล้วผมต้องอึ้ง ไปกับเนื้อข่าว ไปพักหนึ่งเลยทีเดียว ในเนื้อข่าวนั้น บอกว่า “ ทีมอเปลดอร์น ได้ประกาศแต่งตั้ง Aspa Anthony ให้เป็นผู้จัดการทีม โดยเซ็นสัญญา 1 ปี โดยผู้จัดการทีมหนุ่ม วัย 25 ปี รายนี้ ไม่เคยมีประสบการณ์การคุมทีมที่ไหนมาก่อน จากข่าวนี้ ทำให้แฟนบอลบางกลุ่ม ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ต่างก็ได้ด่าทอ ประธานสโมรสร อย่างเสียๆ หายๆ บ้างให้ไปตายชะ และได้มีการนัดรวมตัว ประท้วงที่สนามซ้อมในเช้าวันนี้ จากข่าวนี้เอง ทำให้บรรดาเกจิ อาจารย์ ทั้งหลาย ต่างฟันธงว่า จากเดิมที่เคยฟันธงไปว่า พวกเขาน่าจะหนีตกชั้นได้สำเร็จอีกปี และจะจบที่อันดับที่ 15 ในฤดูกาลนี้ ต่างพร้อมใจกันฟันธงใหม่ว่า อเปลดอร์น ไม่น่ารอดที่จะตกชั้นในปีนี้ และเพื่อเป็นการยืนยันคำทำนายของบรรดา เกจิอาจารย์เหล่านี้ บรรดา บ่อนรับพนันถูกกฎหมาย ได้หั่นราคาตกชั้นของทีมอเปลดอร์น จากเดิมที่ แทง 1 จ่าย 10 เป็น แทง 1 จ่าย 2 ในทันทีที่ทราบข่าวการแต่งตั้งผู้จัดการทีมหนุ่มรายนี้ จากแหล่งข่าววงใน รายงานว่า สาเหตุที่อเปลดอร์นได้เซ็นต์สัญญากับ ผู้จัดการหนุ่มรายนี้ ก็เนื่องมาจาก การที่ ผลงานของทีมในช่วงหลัง ย้ำแย่มาก ทำให้ผู้จัดการทีมที่เป็นเป้าหมายที่จะให้มาคุมทีม ต่างพากันปฏิเสธกันหมด แต่จากแหล่งข่าวอีกแหล่งหนึ่ง บอกว่า สาเหตุนั้นน่ามาจาก กิจการส่วนตัวของท่านประธาน ประสบปัญหาด้านการเงิน จึงไม่สามารถจะหาผู้จัดการทีมที่ดีกว่านี้ได้ นั่นเอง“

 

ความรู้สึกในตอนนี้ของผม หล่นวูบ ไปอยู่ตาตุ่ม ทั้งผิดหวัง เสียใจ “ตูคิดผิดรึป่าวเนี่ยะ “ แต่ก็คิดปลอบใจตัวเองในทันทีว่า “ พวกหนังสือพิมพ์มันก็เขียนเว่อร์ไปยังงั้นเองล่ะ จริงๆ แล้ว มันก็ไม่มีอะไรหรอก “ พอคิดได้แค่นั้น Marco ก็เข้ามาเร่งผม..

 

09.00 ผมเข้ามาห้องประชุม ด้วยจิตใจที่หดหู่ ไม่คึกคักเหมือนเมื่อเช้านี้ หลังจากที่ท่านประธานแนะนำผมให้กับฝ่ายบริหารคนอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานก็ปล่อยให้ผู้บริหารซักถามผม ด้วยคำถามต่างๆ นาๆ ดูท่าทางฝ่ายบริหารจะพอใจในคำตอบของผม แถมยังชมว่าผมทำการบ้านมาอย่างดี ผมได้แต่ยิ้มรับ แต่ก็คิดในใจว่า ( การบ้าน การบ้อ ที่ไหนล่ะ ถ้าตูทำการบ้านมา ตูไม่เลือกมาคุมที่นี่หรอก เว้ยเฮ้ย..บ่อตง ) พอหมดเรื่องการประชุมที่เกี่ยวกับตัวผมแล้ว ผมก็เดินทางไปสนามซ้อมทันที พอผมเข้าไปสนามซ้อม ก็รู้สึก ตื้นเต้นขึ้นมากะทันหัน เมื่อมีแฟนบอลกลุ่มหนึ่ง วิ่งมาหาผม ต่างมาให้กำลังใจผม บ้างก็มอบดอกไม้ บ้างก็พูดให้กำลังใจผมตลอด บ้างก็มาขอลายเซ็นต์ มันทำให้ใจผมชุ่มชื้น มีกำลังใจขึ้นมาอีกนิด แต่ไม่ทันใด เมื่อผมเหลือบตาขึ้นไปมองไปทางอัฒจันทร์ด้านตรงข้าม ก็เห็นกลุ่มคนอีกกลุ่ม ประมาณ สิบกว่าคน ถือป้ายผ้าประท้วง “ เอากุนซือคนเก่าของตูคืนมา” กับ “ Victor Doorn!!! Get Out “ มันเจ๊บจี๊ดขึ้นมาทีเดียว ยิ่งมีนักข่าวสาว ยื่นไมค์เข้ามาจ่อปากผม แล้วถามว่า “ คุณรู้สึกยังไงบ้างค่ะ เมื่อเห็นคนกลุ่มนั้น “ , “ก็ไม่เห็นรู้สึกอะไรนี่ครับ เขาประท้วงประธาน ไม่ใช่ผม เดี๋ยวผมขอตัวทำงานก่อนนะครับ “ พูดจบ ผมก็รีบเดินไปยังกลุ่ม สต๊าฟโค้ช และ นักเตะ ที่รอผมอยู่กลางสนาม ซึ่งมี Marco ยืนยิ้มแฉ่ง รอผมอยู่

 

เมื่อผมเดินไปถึง Marco ก็แนะนำสต๊าฟโค้ช และนักเตะ ให้กับผม จากนั้น ผมก็ได้ทำการพูดคุย ทักทายบรรดาโค้ช และนักเตะ จากนั้นผมได้บอกกับ Marco ว่า เด่วพวกคุณพานักเตะ ซ้อม ตามโปรแกรมเดิม ไปก่อนแล้วกันนะ เด่วผมจะคอยดู อยู่ข้างๆ เมื่อผมพูดจบ ผมก็หันกลับตั้งใจจะขึ้นอัฒจันทร์เพื่อดู นักเตะซ้อม แต่เมื่อเห็นนักข่าวสาว ยืนรอผมอยู่ข้างสนาม ผมถึงกับส่ายหน้า ไม่สบอารมณ์ หันหลังกลับทันที แล้วเดินไปทางนักเตะที่ซ้อมกันอยู่กลางสนาม ผมยืนคุมทีมอยู่ได้ไม่นาน ก็ยิ่งไม่พอใจไปกันใหญ่ ทั้งโค้ช นักเตะ ซ้อมกันอย่าง เหยาะแหยะ เหลือเกิน ผมจึงเรียก Macro เข้ามาถามว่า ห้องทำงานของผมอยู่ไหน Marco ก็ชี้ไปที่ใต้สนาม แล้วบอกว่า เด่วผมจะพาไป แล้วเขาก็เดินนำหน้าผมไปที่ห้องทำงานของผม เมื่อผมเดินไปถึงห้องทำงานซึ่งอยู่ใต้อัฒจันทร์ มันก็ยิ่งขัดหู ขัดตาผมไปกันใหญ่ ผมบ่นในใจว่า “มันเล็กกว่าห้องเก็บของบ้านตูเสียอีก “ ในห้องนั้น มีโต๊ะทำงานเล็กๆ 1 โต๊ะ เครื่องคอมพร้อมพริ๊นเตอร์ 1 ชุด มีตู้เก็บเอกสาร 2 ตู้ มี ทีวีพร้อมเครื่องเล่นซีดี 1 ชุด หม้อต้มกาแฟ 1 เครื่อง และ ห้องน้ำเล็กๆ 1 ห้อง แค่นี้เองจริงๆ ผมเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานของผม ส่วน Marco นั้นได้ทำการเปิดตู้เอกสาร หยิบกล่องใส่แฟ้มเอกสาร กองโต วางบนโต๊ะผม สามกล่องใหญ่ๆ พร้อมกับบอกว่า กล่องนี้เก็บโปรไฟล์ของนักเตะและทีมงานทั้งหมด ส่วนกล่องนี้เป็น บัญชี รายรับ รายจ่าย และกล่องสุดท้าย ก็เป็นเอกสารต่างๆ ที่ผู้จัดการคนเก่าเซ็นต์เอาไว้

 

ผมจึงหยิบแฟ้มประวัตโปรไฟล์ของนักเตะ และสต๊าฟโค้ช มาดูก่อน เมื่อพลิกไป พลิกมา ก็ชักเอ๊ะใจ จึงเงยหน้าจากแฟ้มเอกสาร ถาม Marco ว่า

 

ผมเอง : นักเตะของเรามีแต่ชุดใหญ่รึเนี่ยะ... ชุดสำรอง ชุดเยาวชน ไม่มีเลยรึ ดูสิ ทั้งทีม เรามีนักเตะแค่ 16 คนเอง

Marco : โถ่ บอส ... แค่นี้ก็ดี ถมเถ ไปแล้วครับ ไม่มีเด็กคนไหน สนใจ ทีมเล็กๆ ที่ต้องหนีตกชั้นทุกปี อย่างทีมเราหรอกครับ ส่วนทีมสำรอง นั้น ท่านประธานได้จับมารวมกับ ชุดใหญ่เรียบร้อยแล้ว

ผมเอง : 16 คน นี่นะ !!!

Marco : จริงๆ แค่ 14 คนเอง อีกสองคน เป็นแค่ นักเตะกึ่งสมัครเล่น เด็กสองคนนั้น ทำงานเป็นช่างซ่อมรถอยู่แถวทีมเราแหล่ะ พอ 16.00 เด็กสองคนนั้นถึงค่อยเข้ามาซ้อม

Marco : เออ....บอส ผมขออะไร ได้ไหม ; Marco พูดเสียงอ่อย เบาๆ

ผมเอง : อะไรเหรอ ???

Marco : ผมขอให้ บอส จ้างโค้ชมาเพิ่มได้ไหมครับ บอสก็เห็นแล้ว เรามีโค้ชแค่ คนเดียว ผมเองก็ค่อยถนัดเรื่องฝึกเด็ก เท่าไหร่นัก

ผมเอง : ( ผมพยักหน้า ) อืมม...แล้วผมจะดูให้

Marco : ขอบคุณครับ

ผมเอง : แล้วมีอะไรอีกรึป่าว

Marco : ไม่มีอะไรแล้วครับ

ผมเอง : งั้นคุณช่วย ออกไปซ้อมเด็กๆ แทนผมไปก่อนแล้วกันนะ ผมจะดูเอกสารพวกนี้นะ.. อ่อ...แล้วอย่าให้นักข่าวข้างนอก เข้ามาได้นะ..

Marco : ได้ครับ

 

พอ Marco พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้อง พร้อมกับปิดประตูห้อง เมื่อเขาไปแล้ว ผมเอาหัว เขกโต๊ะตัวเอง อย่างนับไม่ถ้วน พร้อมกับระเบิดอารมณ์ออกมาว่า “ ไอ้ แอสปา ไอ้งี่เง่า ไอ้ โง่ เธอว์มานั่งทำอะไรตรงนี้ว่ะ ทีมห่วยๆ แบบนี้ อย่าเป็นเลย ยอดกุนซือ “

 

ผมใช้เวลา ครึ่งวันหลังไปกับเอกสารกองโตจนดึก เมื่อจัดการเรื่องเอกสารเสร็จแล้ว ก็ลุกไปกะว่าจะกินกาแฟชะหน่อย เลยไปหยิบถ้วยกาแฟ แล้วกดปุ่มให้น้ำกาแฟไหลลงถ้วย แต่ กดไม่ลง กดเท่าไหร่ น้ำกาแฟ ก็ไม่ไหลลงมาชะที จนผมโมโห เอามือทุกกำแพง ดังปัง.. แล้วผมก็ได้ยินเสียงคนข้างนอก ถามเข้ามาว่า “ บอส..เป็นอะไรรึป่าวครับ “ หลังจากนั้น ก็มีผู้ชายแก่ๆ เข้ามา ผมแปลกใจ ถามเขาว่า

 

ผมเอง : ลุงเป็นใคร ??

สมชาย : ผมเป็นคนดูแล สนาม ครับ ชื่อ สมชาย จริงๆ ผมก็ทำหมดแหล่ะครับ ใครใช้อะไร ผมก็ทำหมด ว่าแต่ เมื่อกี้ บอส เป็นอะไรรึป่าวครับ ได้ยินเสียงดัง

 

ผมเอง : อ๋อ ไม่มีอะไร แค่กดกาแฟไม่ออก นะครับ

สมชาย : อ๋อ หม้อต้มอันนี้รึครับ มันเป็นยังงี้ มานานแล้วล่ะครับ บอส ถอยออกมาก่อนครับ เด่วผมเข้าไปดูให้ มันมีวิธีของมัน

 

ผมก็เดินถอยออกมา เพื่อให้ สมชายเดินเข้าไป พอสมชายเดินเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้า หม้อต้มกาแฟ เขาก็ยกมือตบเข้าไปข้างๆ หม้อ สามครั้ง ปังๆๆ จากนั้น สมชาย ก็กดปุ่ม กาแฟก็ไหลออกมาใส่ถ้วย แล้วสมชาย ก็ยื่นถ้วยกาแฟให้ผม

 

สมชาย : เห็นไหมครับ ปัญหาทุกอย่าง มีทางแก้

 

ผมรับถ้วยกาแฟ มา จากนั้น สมชาย ก็ขอตัวออกไปจากห้อง ทิ้งให้ผมยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น

 

กว่าผมจะกลับถึงบ้านพัก มันก็ดึกแล้ว กะว่าจะเข้านอนทันที แต่พอนึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาใครบางคน

 

??? : ญ่าญ่า รับสายค่ะ ต้องพูดกับใครค่ะ

ผมเอง : ญ่าญ่า รึค่ะ นี่ผมเอง ณเดชช์นะ โถ่...แม่ มา ญ่าญ่า อะไรล่ะ ครับ

แม่ผม : ทำงานวันแรก เป็นยังไงบ้างล่ะ

ผมเอง : ก็ดีครับ

แม่ผม : น้ำเสียง แบบนี้ ต้องมีอะไรแน่ๆ เลย ใช่ป่ะ มีอะไร บอกมานะ

 

ฟังแม่ผมพูดถึงตอนนี้ ความอัดอั้นทั้งหมดในวันนี้ มันพรั่งพรู ออกมาทั้งหมดเลย พอผมพูดจบ แม่ก็หัวเราะ

 

แม่ผม : 555 แค่นี้เองรึ ยังไงจ๊ะ ลูกคนเก่งของแม่ ไม่เอาน๊า..มาท้อถอย กับเรื่องแค่นี้เองรึจ้ะ

ผมเอง : มันไม่นิด นะ แม่ ผมไม่นึกว่าจะต้องเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน

แม่ผม : แล้วไงล่ะ...ลูกจะให้อุปสรรคเองนี้ ทำลายความฝันของลูก ที่ลูกอุตส่าห์ฝ่าฟันมา ตลอดชั่วชีวิตเลยเหรอ

ผมเอง :

แม่ผม : ลูกจำได้ไหม ตอนลูกอายุ 9 ขวบ ลูกเคยบอกกับ ลุงนิ ป้าแช่ม พี่สร้อย ว่า พอโตขึ้น ลูกจะเก่งกว่า อเล็กซ์ เฟอกูสัน

 

ผมเอง : จำได้ครับ แต่...

แม่ผม : เอาน๊า...ถือว่าทำเพื่อแม่ แม่อยากออกทีวี แม่อยากเจอสรยุทธ์ แม่อยากเห็นอาต๋อย ตัวเป็นๆ แม่อยากสบายแล้ว แม่ไม่อยากขายข้าวแกง ที่บัวโนสไอเรส ไปทั้งชีวิต ทำเพื่อแม่หน่อย ได้ไหมลูก...

ผมเอง : แม่รู้ไหม เมื่อกี้ ที่แม่พูด ทำให้ผมกลับมาเป็น ลูกคนเก่งของแม่คนเดิมแล้ว แล้วผมสัญญานะว่าจะเป็นลูกคนเดิมของแม่ตลอดไป ผมจะสู้เพื่อแม่ ผมจะทำให้แม่ ไปหา สรยุทธ์ ให้ได้ ผมจะพยายาม...

แม่เอง : ดีแล้วจ้ะ..มันต้องยังงี้สิ อุ๊ยตาย...แม่ต้องวางหูก่อนนะ เด่วคุณชาย พี จะรอ

ผมเอง : โถ่...แม่ก้อ ครับ อย่าให้คุณชายรอเลย เด่วท่านจะเคือง เอาได้...

 

พอพูดจบ ผมก็วางสายลง มันเหมือนมีพลังพิเศษ ในตัวผม วิ่ง พล่านไปหมด มันเป็นพลังที่วิเศษมาก ผมคิดว่าพลังนี้ มันจะไม่มีวันหมดจากตัวผม อย่างแน่นอน

 

ราตรีสวัสดิ์

 

 

Posted Image

Posted Image

 

Posted Image

 

Posted Image

Edited by GMPhoenix

Share this post


Link to post
Share on other sites

มีเวลา เขียน จังเสียดายไม่มี เวลา อ่าน... :008:

Edited by loylonely

Share this post


Link to post
Share on other sites

20 Jun 2012

 

วันนี้ผมดูคึกคัก เป็นพิเศษ หลังจากได้ยาดีจากแม่ วันนี้ผมไปทำงานตั้งแต่เช้ามืด เมื่อไปถึง ออฟฟิค ก็เริ่มทำงานวางแผนงานต่างๆ เพื่อมอบหมายให้โค้ช เอาไปฝึกให้กับนักเตะ แล้วเช้าของวันนี้ ทางสโมสรได้มีการเปิดตัวผมกับสื่อ ทางเป็นทางการ มีสื่อถึงสี่ฉบับ ให้ความสนใจที่เข้าร่วมการเปิดตัวของผม ในครั้งนี้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึก ตื้นเต้น คึกคัก มากเป็นพิเศษ การสัมภาษณ์ แม้จะดูซีเรียสเล็กน้อย แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ผมพยายามทำตัวเป็นกันเองกับสื่อให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ เมื่อจบพิธีการเปิดตัวแล้ว ผมก็เข้าสนามซ้อมทันที และ เรียกประชุมโค้ชในช่วงเช้า เพื่อบอกกับโค้ชว่า

 

ประการแรก จากการที่ได้เห็นนักเตะ ซ้อมกันเมื่อวานนี้ และเมื่อได้ดูโปรไฟล์นักเตะจากเอกสารแล้ว ทำให้ผมคิดว่า ทีมของเราน่าจะเล่นในระบบ 4-2-3-1 แล้วผมก็ร่ายยาว ไปถึงรายละเอียด แต่ละตำแหน่ง ว่าผมต้องการอะไร เพื่อให้โค้ชได้นำไปวางแผนซ้อมให้ได้ตามความต้องการของผม

 

ประการที่สอง ผมจะทำการต่อสัญญานักเตะ รวมถึงสต๊าฟโค้ช ที่กำลังหมดสัญญา

ประการที่สาม ผมจะพยายาม หา โค้ช และนักเตะ ฟรี เอเย่นต์ มาเพื่อเสริมสร้าง ทีมให้แข็งแกร่งขึ้น

 

ดูเหมือน โค้ชทั้งหลาย ดูจะพอใจในสิ่งที่ผมบอกในที่ประชุม เมื่อประชุมโค้ชเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินออกไปดูการซ้อมของนักเตะ อย่างใกล้ชิด เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปบนอัฒจันทร์ ก็ยังเห็นกลุ่มผู้ประท้วงประธาน ยังตั้งหน้า ตั้งตา ประท้วง อย่างแข็งขัน เหมือนเดิม ผมจึงเรียกสมชาย มาบอกอะไรบางอย่าง แล้วหันไปคุมนักเตะซ้อมตามเดิม จากนั้น สักพัก ก็แหงนหน้าขึ้นไปมอง กลุ่มผู้ประท้วงอีกครั้ง ก็ได้เห็นสมชาย เดินแจกจ่าย กาแฟ ให้กับบรรดากลุ่มผู้ประท้วง...

 

ครั้นพอตกบ่าย ผมก็ได้เรียก นักเตะ เอเย่นต์นักเตะ รวมไปถึง สต๊าฟโค้ช ที่พร้อมต่อสัญญา ให้มารับเอกสารเพื่อนำไปพิจารณา อีกที หลังจากนั้น ผมก็ได้ทำการติดต่อสโมสรต่างๆ เพื่อเจรจาดึงตัว นักเตะที่ผมสนใจ มาร่วมทีม รวมไปถึง เข้าไปค้นหานักเตะฟรี เอเย่นต์ ที่ผมคิดว่า น่าจะเหมาะสมกับทีม อีกจำนวนหนึ่งด้วย

 

ดูเหมือนว่า หลังจากที่ผมได้คุยกับแม่ผมเมื่อคืนนี้ วันนี้ทุกอย่างดูเหมือนว่า จะดีขึ้น ในทุกๆ เรื่อง ผมสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในทุกๆ เรื่อง ยกเว้นแต่....

 

ผมเอง : สมชาย !!!! กาแฟไม่ไหล อีกแล้ว !!!!

 

ราตรีสวัสดิ์

 

Posted Image

Edited by GMPhoenix

Share this post


Link to post
Share on other sites

สุดยอดเลยลูกพี่ ไปแต่งเป็นนิยายนี้ผมซื้อเลยจริงๆ เริ่มอิน

Share this post


Link to post
Share on other sites

14 Jul 2012

 

วันเวลา ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน นี่จะครบหนึ่งเดือนที่มาอยู่ที่นี้แล้วรึนี่ ผมยังสร้างทีมของผมไม่ไปถึงไหนเลยเพิ่งเซนต์โค้ชมาเพิ่มอีกสองคน แล้วเซนต์นักเตะฟรี มาแค่ สามคนเองเท่านั้นเอง มันมัวแต่ต้องแก้ปัญหา ที่เข้ามาเยอะแยะมากมายเหลือเกิน เอาไว้วันหลังค่อยเล่าถึงปัญหาที่ผมต้องเผชิญดีกว่า แล้ววันนี้ก็เป็นวันแรกที่ผมต้องนำทีมอุ่นเครื่องเป็นนัดแรกด้วย โดยต้องไปเยือนทีมท้องถิ่นที่ชื่อ Hoek ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอ่านว่ายังไง ถามว่าตื่นเต้นไหม ก็ขอตอบว่า มาก มันเป็นวันที่แสดงถึงว่า สิ่งที่ผมทำมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้น ผมได้มาถูกทางรึไม่..

 

ผมขับรถไปถึงที่ทำงานแต่เช้า เข้าห้องทำงานเตรียมตัว ทบทวนแผนต่างๆ ที่จะเอาไปใช้ในเกมนัดนี้ ระหว่างที่ผมทบทวนแผนอยู่ในห้องที่ทำงาน บรรดาสต๊าฟโค้ช และนักเตะ ต่างก็ทยอยมากันเรื่อยๆ เมื่อมากันครบแล้ว สมชาย ก็ได้เข้ามาบอกผมในห้อง ผมจึงเก็บข้าวของตามไปสมทบ ที่หน้าสำนักงาน

 

ผมเอง : Marco พวกเรามากันครบแล้วรึยัง

Marco : ครบแล้วครับ ทั้ง โค้ช นักเตะ แล้วก็คุณ Win van Elswijk ไดเร็กเตอร์ของเรา

ผมเอง : อ้าว...คุณ มาด้วยรึครับ

Win van Elswijk : ท่านประธานกำชับให้ผมเป็นตัวแทนท่าน ให้ผมไปกับพวกคุณด้วย

ผมเอง : Marco ไหนรถบัสของเราล่ะ

Marco : ก็นี่ไงครับ

 

ผมมองตามนิ้วที่ Marco ชี้ไปที่รถคันหนึ่งที่จอดอยู่หน้าสำนักงาน

 

ผมเอง : คันนี้..นี่นะ แน่ใจนะว่า นี่คือรถบัส โทรมกว่ารถเมล์ร้อนในเมืองไทยชะอีก

Marco : โถ่..บอส อยู่ที่นี่มาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่ชินอีกเหรอ แค่นี้ก็หรูแล้ว จะเอาอะไรมากมายกับทีมเล็กๆ กันล่ะคร๊าบบบ

ผมเอง : ( ส่ายหัวอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วหันไปทางกลุ่มของนักเตะ ) เอ้า..เด็กๆ ขึ้นรถ

 

เหล่าบรรดานักเตะ โค้ช แล้วก็ไดเร็กเตอร์ของเรา ต่างก็ทยอยขึ้นรถไป ส่วนผมก็ยืนคุมอยู่ข้างล่างยังไม่ขึ้นรถ

 

แกนนำผู้ประท้วง : ( ตะโกน ) บอสครับ...ไปกับรถพวกผมไหมครับ

ผมเอง : ( ตะโกนตอบ ) ไม่ละครับ.. ขอบคุณ

 

ผมมองดู รถตู้คันหรู ของพวกกลุ่มประท้วง สลับกับ รถเมล์ร้อนของทีมเรา ถึงกับถอนหายใจ ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถไป เมื่อขึ้นไปก็เจอ คนขับรถหนุ่ม ยิ้มแฉ่งให้กับผม

 

Marco : บอสครับ...นี่ เจ้าแว่น น้องชายผมเอง ช่วงนี้เห็นมันว่างๆ เลยให้มันมาขับรถให้

 

ผมพยักหน้ายิ้มรับ พร้อมกับขึ้นไปนั่งเบาะหน้าสุดคู่กับไดเร็กเตอร์ของเรา จากนั้น รถก็เริ่มออกเดินทาง...

 

ผมตื่นตา ตื่นใจ ไปกับวิวสองข้างทางที่รถแล่นผ่านไป ตลอดระยะเวลาเกือบเดือนที่ผมทำงานอยู่ที่นี้ ผมแทบไม่ได้ออกไปในไกลเกินกว่าที่ทำงานเลย เช้าตื่นมา ก็ขับรถจากที่พัก มาที่ทำงาน พอเลิกงานก็ ขับรถจากที่ทำงาน กลับที่พัก ไม่ได้ไปไหนเลยจริงๆ

 

รถแล่นไปไม่เกิน 15 นาที ก็ถึง ที่หมาย ผมมองไปที่หน้าสโมรสร Hoek ก็เห็นคนอยู่ สองคน ท่าทางจะเป็นผู้บริหารของทีม เมื่อรถจอดสนิท ไดเร็กเตอร์ของเรา ก็ลงจากรถ เดินตรงลิ่วไปยังคนกลุ่มนั้น ท่าทางคงรู้จักกันดี

 

ผมเอง : เอ้า...เด็กๆ ถึงแล้ว ลงจากรถได้แล้ว แล้วช่วยขนสัมภาระลงให้ด้วยนะ

 

ผมรอให้บรรดา นักเตะ และโค้ช ค่อยๆ ทยอยกันลงจากรถ แล้วจึงลงจากรถ

 

แว่น : บอสครับ... เดี๋ยวผมจะเอารถไปจอดที่ร่มๆ ก่อนนะ ตอนขากลับ ผมจะขับมารับ

ผมเอง : ได้สิ

Marco : เฮ้ย...อย่าเอารถไปจีบสาวนะเว้ย... ค่าน้ำมันยิ่งแพงอยู่ด้วย เบิกก็ลำบาก

แว่น : โถ่...พี่ เลิกแล้วน๊า พี่ เอามาล้ออยู่ได้

Marco : บอส.. ดูท่าทาง ไดเร็กเตอร์ กำลังรอ บอสอยู่นั้น ( พลางพยักหน้าไปทางหน้าสโมสร )

 

ผมจึงบอกให้ Marco ดูแลเด็ก ให้เรียบร้อย แล้วเดินไปหา ไดเร็กเตอร์

 

Win van Elswijk : นี่ท่าน เอกรินทร์ ท่านเป็นประธานสโมสร และคุณ สมชาย เป็นผู้จัดการ Hoek ครับ และนี่คือ คุณ Aspa Anthony ผู้จัดการของเราครับ

 

ไดเร็กเตอร์ของเราแนะนำเราให้รู้จัก พอไดเร็กเตอร์พูดจบ เราทั้งสามคน ต่างผลัดกันจับมือทักทายกัน

 

เอกรินทร์ : ตัวจริงดูหล่อกว่าใน ทีวี เยอะเลย

ผมเอง : ขอบคุณครับ

สมชาย : อายุ 25 ปี เอง มาเป็นผู้จัดการทีม เก่งจังเลยนะครับ เอ่อ..ว่าแต่ คุณเคยเป็นนักเตะ รึป่าวล่ะ

ผมเอง : ไม่เคยครับ แล้วคุณสมชายล่ะ ??

สมชาย : ก็เคยเป็นเมื่อ สิบปีก่อน เป็นนักเตะแค่สองปีเอง ขาหักเสียก่อน เลยหันมาเป็นผู้จัดการทีมนี่นะ

ผมเอง : โอ้...เสียใจด้วยครับ แล้วตอนนี้ ขาเป็นอะไร มากไหมล่ะครับ

สมชาย : อ๋อ..เป็นปกติแล้วครับ

 

ก็พอดีกับ Marco เดินพานักเตะมาทางนี้พอดี คุณสมชาย ก็เลยบอก ให้ใช้ทางข้างสโมรสรดีกว่า สนามอยู่ด้านหลังสโมสร ผมก็เลยบอกให้ Marco ทำตามที่คุณสมชายบอก จากนั้น ท่านเอกรินทร์ ก็ชวนพวกเราเข้าไปนั่งกินกาแฟ ในห้องทำงานของท่าน พวกเราก็เดินตามท่านไปยังห้องของท่าน ผมกับคุณสมชายใช้เวลา กินกาแฟ ไม่เกิน 15 นาที ก็ขอตัวไปดูแลลูกทีมก่อน ปล่อยให้ไดเร็กเตอร์ของผม กับท่านประธาน คุยกันแค่สองคน

 

คุณสมชายเดินนำผมออกทางด้านหลังสำนักงาน เข้าไปยังสนามแข่ง จากนั้นก็เดินพาผมไปยังห้องพักนักเตะของทีมเยือน เมื่อผมเดินเข้าไปในห้อง ก็เห็นสัมภาระ กองไว้ จึงคิดว่า Marco คงสั่งนักเตะ ไป วอร์มอัพ ในสนามแล้ว ส่วนคุณสมชาย ก็ขอตัวเดินแยกไปยังห้องนักนักเตะของเขา ผมจึงเดินไปยังทางออกสู่สนาม พอก้าวแรกที่ผมเดินออกสู่สนาม ก็ได้ยินเสียงตบมือ มาจากอัฒจันทร์ทางหลังโกล์ เป็นแฟนบอลที่มาจาก รถตู้ คันหรู นั่นเอง เมื่อได้ยินเสียงตบมือต้อนรับ ก็จะได้ยินเสียงโห่ มาจากทาง อัฒจันทร์ด้านหลังของผม เป็นกองเชียร์ของเจ้าถิ่น และผมเหลือบไปเห็น แฟนเจ้าถิ่น ตัวน้อย คงไม่เกิน 8 ขวบ มือขวาของเขา ชูนิ้วกลางให้ผม ส่วนมือซ้าย ก็ทำท่าเชือดคอ แทนที่ผมจะไม่พอใจ แต่ผมกลับนึกขำกับท่าทางของเด็กน้อย จนคนข้างๆ เด็กน้อย ซึ่งท่าทางจะเป็นแม่เด็ก ได้ตีมือห้ามเด็กคนนั้น พร้อมกับหันมา ขอโทษ ขอโพย ผมเป็นการใหญ่ ผมจึงยกมือทำท่าบอกว่า ไม่เป็นไร แล้วผมก็หันกลับจะเดินลงไปกลางสนามที่กลุ่มนักเตะของผมรออยู่ พอผมหันหลังกลับ ผมก็ชะงักนิดหนึ่ง เมื่อเห็น นักข่าวสาวสวย เซ็กซี่ คู่ปรับ ของผม กำลังวิ่งมาทางผม พร้อมกับตากล้องคู่ใจของหล่อน แถมยังมีนักข่าวชายอีกคน ก็วิ่งมาทางนี้ด้วย ผมจึงทำตัวปกติ ก้าวเดินต่อไป

 

นักข่าวสาว : ( ยื่นไมค์เข้ามาจ่อปาก ) เมื่อกี้ที่คุณเห็นปฏิกิริยาของแฟนบอลเจ้าถิ่นแล้ว รู้สึกยังไงบ้างค่ะ

ผมเอง : … ( เงียบ ไม่ตอบ )

นักข่าวชาย : คุณคิดว่า เกมจะออกมาเป็นยังไง แล้วคุณวางแผน กับ เกมนัดนี้ ยังไงบ้าง ครับ

ผมเอง : ผมเองเพิ่งเข้ามาคุมทีมไม่นาน ผมไม่ค่อยรู้ข้อมูลเกี่ยวกับทีมนี้มากนะ คงเล่นไปตามเกมนะ แล้วปรับแผนไปตามเกมส์ เกมนี้แค่ นัดอุ่นเครื่อง ผมไม่ซีเรียสเรื่องผลการแข่งขันอยู่แล้วล่ะ

นักข่าวสาว : แสดงว่าคุณไม่ได้วางแผนอะไรมาเลยรึค่ะ

ผมเอง : เอ่อ....ก็มีบ้าง เอ่อ...เด่วผมขอตัวไปหาลูกทีมก่อน บอลใกล้จะแข่งแล้ว

 

ผมรีบเดินหนี ไปหานักเตะผมที่กลางสนาม

 

ผมเอง : เป็นไง..Marco เรียบร้อยดีไหม

Marco : เรียบร้อยดีครับ นักเตะฟิตทุกคน ไม่มีใครเจ็บ เอ่อ..ว่าแต่ ทำไมไม่อยู่กับนักข่าวสาวคนนั้นนานๆ รู้มั๊ยครับ นักข่าวคนนั้น ดังจะตาย...

ผมเอง : เหรอ..งั้นก็ไปจีบเธอ เอง เลยสิ ยกให้..

 

พอโฆษกสนาม บอกว่า เหลือ ห้านาที จะถึงเวลาแข่ง ผมจึงเรียกนักเตะ มารวมตันกัน แล้วบอกต่อลูกทีมว่า

 

ผมเอง : อย่าคิดว่าเราเหนือกว่าเขา อย่าประมาท เล่นไปตามที่ซ้อมไว้ แล้วก็อย่ารุนแรง รักษาเนื้อตัว อย่าให้เจ็บ ถึงแม้ว่า นัดนี้เป็นแค่การอุ่นเครื่อง แต่ผมก็ต้องการชนะ !!! เข้าใจไหม

นักเตะ : ครับ

 

ว่าแล้วนักเตะ ก็เดินเข้าแถวรอเล่น โบราณเรียกชื่อ... ไม่ใช่ รอการแนะนำให้บรรดาแฟนๆ จากนั้น ก็รวมตัวกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก จากนั้น นักเตะ ก็เดินลงสู่สนาม ส่วนผมก็ไปจับมือ กับสมชาย อย่างเป็นทางการ แล้ว ผมกับทีมงานก็ไปนั่งบนม้านั่งสำรอง

 

เกมเริ่มขึ้นแล้ว

 

ช่วงห้านาทีแรก เป็นทีมผมที่ครองบอล ได้มากกว่า แต่ก็หาทางเจาะเข้าทำประตูไม่ได้เลย เจ้าถิ่นเล่นเกมตั้งรับเหนียวแน่นมาก พอผ่านห้านาทีแรก ไป ลูกทีมผมเล่นผิดพลาด กันมากขึ้น ให้เจ้าถิ่นตัดบอลสวนกลับ ได้บ่อยครั้งขึ้น ยังไงชะ เกมรับของทีมผมก็แข็งแกร่ง ตัดบอลกลับมาได้ตลอด ถึงกระนั้น ผมและ Marco ต่างลุกขึ้นมา ตะโกนสั่ง กระตุ้น ลูกทีมเป็นระยๆ ซึ่งทาง โค้ช เจ้าบ้านก็เช่นกัน ต่างลุกขึ้นมาตะโกนสั่งการ เป็นการใหญ่ หลังจากผม ตะโกนสั่งการได้สักพัก เกมก็เริ่มเป็นของทีมผม นักเตะของผม ครองบอล ไว้ตลอด แต่ก็ยังหาจังหวะยิงประตู ไม่ค่อยได้ เกมรับเจ้าถิ่น เหนียวจริงๆ จนมานาทีที่ 30 ทีมผมก็ออกนำจนได้ จากลูกเตะมุม กองหลังเจ้าถิ่นสกัดไม่ขาด ลูกบอลยังชุลมุนอยู่หน้าประตู บอลกระฉอก ออกมา ยัง เสาไกล ตรงที่มีศูนย์หน้าของผมยืนประจำการอยู่แล้ว แปเบาๆ เรียด เบียดเสาเข้าไป อเปลดอร์น นำ 1 – 0

 

พอผมเห็นผ่านเสาประตูเข้าไป แม้จะเป็นแค่อุ่นเครื่อง ผมก็ดีใจ ลืมตัว กระโดด กอด Marco ที่ยืนอยู่ข้าง ซึ่ง Marco รู้ทัน อ้าแขนรับผมอยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับเสียงเฮ เล็ก ของแฟนบอลทีมผม และ เสียงโห่ ที่ดังมากกว่า จากแฟนเจ้าถิ่น

 

เกมเริ่มต้นอีกครั้ง ดูเหมือนเด็กๆ ของผมจะมั่นใจมากขึ้น พาบอลขึ้นไป สร้างจังหวะ สับไก ได้บ่อยครั้งขึ้น จนเหมือนเป็นการพับสนามเล่นเลย นานๆ ครั้งที่ เจ้าถิ่นจะมีโอกาสสวนกลับ แต่ก็ยิงนก ตกปลา แทบทุกครั้งที่ได้จังหวะสับไก ประมาณนาทีที่ 38 ผมสั่งให้นักเตะสำรอง ออกไป ยืดเส้น ยืดสาย รอการเปลี่ยนตัวในครั้งหลัง

 

พอนาทีที่ 42 หลังจากผมเห็นว่า ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว ผมก็บอกให้ Marco ดูแลต่อ ส่วนผมก็เข้าห้องพักนักเตะ เพื่อแก้เกม ต่อไป

 

ขณะที่ผมอยู่ในห้องพัก กำลังคิดแก้เกมอยู่ ก็ได้ยิน โฆษกสนาม ประกาศว่า “ จบครึ่งแรกแล้วครับ ยังคงเป็นอเปลดอร์น ที่นำอยู 1 – 0 ด้วยรูปเกมที่ ทางเราสู้ไม่ได้เลย แต่ไม่เป็นไรครับ มาดูการแก้เกมของผู้จัดการของเรา ว่า จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้รึไม่ “

 

ผมพยักหน้า แล้วพูดคนเดียวว่า “ แล้วจะคอยดู “ จากน้น ผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะ พูดคุย อย่างสนุกสนาน จากบรรดานักเตะ รวมกับ โค้ชของผม ดังเข้ามา พร้อมกับ กลิ่นตัวนักเตะ เหม็นแทบจะอ๊วก

 

ผมรอให้บรรดาเด็กๆ ของผม ทยอยกันพักผ่อน บ้างก็ให้โค้ชฟิตเนส นวดเฟ้น ผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ ผมหันไปถาม Marco ว่า เด็กๆ มีใครเจ็บบ้างไหม Marco ก็บอกว่าไม่มี ผมนั่งรอ ประมาณ 5 นาที

 

ผมเอง : ( ตบมือเรียก ) เด็กๆ ฟังหน่อย ( นักเตะหันมามอง ) บอสดีใจนะ ครึ่งแรกพวกเราทำได้ดีมาก จะว่าไปแล้ว ดีกว่าที่พวกเราซ้อมกันด้วยซ้ำ ( มีเสียง เฮ้ กันเล็กน้อย ) เราครองบอล มากกว่าพวกมันเยอะ พวกมันแทบหาบอลไม่เจอเลย แต่ยังไง บอสก็เห็นข้อผิดพลาดของเรานิดๆ หน่อยๆ ถ้าแก้ได้ น่าจะทำให้เกมของเราสมบูรณ์แบบ ไม่มีที่ติ แล้วผมก็ชี้มือไปทาง Abdenasser El Khayati ( กองกลางตัวรุก ) ครึ่งหลังออกบอลให้เร็วกว่านี้ อย่ายึกยัก ( ครับ ) ส่วน Oger Klos ( กองกลางตัวตัดเกม ) บอส รู้เรามันบ้าพลัง แต่อย่ารุนแรงให้มาก เด่วเจ็บไปชะก่อน ( ครับ ) โดยรวมแล้ว ทุกคนทำได้ดีเยี่ยม ( เสียง เฮ ดังขึ้น ) บอสขอให้ทุกคน กลับลงไปเล่น ให้เหมือนครึ่งแรก แล้วเราจะชนะแน่ ( เสียง เฮ ดังลั่น ) เอ้า..จะรออะไรอยู่ล่ะ ออกไปขยี้พวกมันให้เละไปเลย.. ( ผมตบมือกระตุ้นลูกทีม

 

ผมพูดพลาง มองหน้านักเตะไปพลาง ดูเหมือนคำพูดของผม ทำให้นักเตะ คึกคัก ดีใจ กับสิ่งที่ผมพูด พอผมพูดจบ นักเตะ และ โค้ชของผม ทยอยกันออกจากห้อง ไปยังสนาม ผมรอให้นักเตะ ทยอยออกไปหมด แล้วสำรวจห้องให้เรียบร้อย แล้วจึงออกจากห้องไป

 

ครึ่งหลัง เริ่มต้นขึ้น

 

รูปเกมเหมือนกับครึ่งแรก เราเป็นฝ่ายครองบอลได้มากกว่า อย่างชัดเจน พอนาทีที่ 50 ผมจึงให้นักเตะสำรอง ออกไป วอร์ม ต่อ แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายครองเกมได้หมด แต่เราก็ยิงนำลูกที่สองไม่ได้ชะที ทำได้แค่จังหวะหวาดเสียว พอถึง นาทีที่ 60 ผมสั่งให้เปลี่ยนตัวสำรอง ทั้ง 8 คน ตามตำแหน่ง ให้หมด ในคราวเดียว พอเปลี่ยนตัวได้ไม่นาน ทีมเวิร์คเราเริ่มเสีย ส่งบอลขาดๆ เกินๆ บ่อย ผมรู้ดีว่า นั่นเป็นเพราะ ผมเปลี่ยนสำรองมากเกินไป แต่ก็หวังว่า มันคงจะดีขึ้นในไม่ช้า ผม และ Marco ส่งเสียงกระตุ้น ก็ดีนะ มันทำให้เราเล่นได้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่เจ้าถิ่น เริ่มครองบอล และมีจังหวะสับไกมากขึ้น จนถึงนาทีที่ 73 กองกลางของเรา ถูกตัดบอลได้ จากนั้นผู้เล่นเจ้าถิ่นที่ตัดบอลได้ ก็ได้ ชิปบอลเข้ากรอบเขตโทษ Naoufal Haddadi ( กองหลังสำรอง ) ตั้งท่ากะจะหวดบอลออกไปให้พ้นๆ แต่กองหน้าเจ้าถิ่น โดดเข้ามาบล็อกได้ทัน บอลกระดอนเด้งกลับเข้าไปในกรอบเขตโทษ กองหน้าเจ้าถิ่นฉวยโอกาสได้ก่อน วิ่งไปเอาบอล แล้วเลี้ยงจี้ เข้าหา Reme Oosterhof ( โกล์สำรอง )

 

เมื่อผมเห็น ผม , Marco และนักเตะบนม้านั่งสำรอง ต่างส่งเสียงตะโกนต่างๆ นาๆ

 

ผมเอง : โกล์ ออกมาซิว่ะ

Marco : ( ตะโกนบอกกองหลัง ) ทำบื้อ อะไรอยู่ว่ะ เข้าไปแย่งบอลสิว่ะ

 

ดูเหมือน โกล์สำรอง จะไม่ได้ยิน หรือว่า ตัดสินใจไม่วิ่งออก ทำให้กองหน้าเจ้าถิ่น เลี้ยงบอลจี้ไปจุดโทษ ก่อนจะหวดบอลเข้าไปอย่างง่ายดาย ตีเสมอได้ เสียงเฮดังลั่นมาจากแฟนบอลเจ้าถิ่นที่อยู่อัฒจันทร์ ด้านหลังผม

 

ผมหลับตา ไม่อยากเห็นภาพนั้น พอเกมเริ่มอีกครั้ง ผมส่งเสียงกระตุ้น ตลอดเวลา แต่ดูเมื่อ ลูกทีมผมซ็อต ไปแล้ว เจ้าถิ่น เดินหน้าบุกเข้าใส่ ยังดีที่ เกมรับของผมยังเหนียวพอ จบเกม เราก็ทำได้แค่เสมอ

 

พอจบเกม คุณสมชาย ผจก เจ้าถิ่นก็เข้ามาจับมือตามธรรมเนียม จากนั้นผมก็หันกลับไปปลอบใจลูกทีม แล้วให้ Marco พาลูกทีมไปยังห้องพัก ส่วนผมยังนั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง ยอมรับว่า ไม่ทันได้คิดเตรียมคำพูด ในกรณีไม่ชนะเลย นั่งคิดชะพัก ก็เดินกลับไปห้องพัก พอเข้าไปห้องพัก ก็เห็นบรรดานักเตะของผม พากันนั่งตามมุมต่างๆ อย่างเซ็งๆ บรรยากาศไม่คึกคักเหมือนตอนพักครึ่ง เมื่อผมเข้าไป ทุกคนต่างหันมาจ้องผมเป็นตาเดียว เหมือนกับคอยลุ้นว่า ผมจะพูดอะไร

 

ผมเอง : วันนี้เราทุกคนเล่นได้ดีมาก เล่นได้ตามที่ผมบอก ไม่มีใครเล่นผิดพลาดเลย ถ้ามีใครพลาด ก็จะมีแต่ ( ผมชี้นิ้วขึ้นบนฟ้า ) วันนี้ เราไม่มีโชค กันเลย ( ตบมือ เรียกกำลังใจ ) เอ้าๆ เด็กๆ กลับบ้านได้

 

แม้ว่าคำพูดของผมไม่ทำให้นักเตะหายเซ็งได้ แต่ก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้นเยอะ หน้าตา นักเตะ แช่มใส ขึ้นมา ก่อนจะทยอยกันขึ้นรถกลับ สโมสร

 

เมื่อรถเมล์ร้อน จอดลงที่หน้าสำนักงาน ผมก็สั่งให้นักเตะ และ โค้ช กลับบ้านได้ ส่วนผม เข้าห้องทำงานนั่งทำงานเอกสารต่อ พร้อมกับคิดถึงความผิดพลาดในเกมวันนี้ รวมถึงวางแผนเกมอุ่นเครื่องในนัดต่อไปที่ต้องไปเยือนทีม Quick Boys

 

ราตรีสวัสดิ์

 

Posted Image

 

Posted Image

 

Posted Image

 

 

 

Posted Image

Posted Image

Share this post


Link to post
Share on other sites

15 Jul 2012 เมื่อคืน ผมนอนไม่ค่อยหลับ วันนี้เลยตื่นมาทำงานเช้ากว่าปกติ นั่งเคลียร์งานด้านเอกสารไปสักพัก บรรดานักเตะ และ สต๊าฟโค้ช ต่างก็ทยอยกันมา เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น เป็นของเลขาท่านประธาน ต้องการพบผม ผมจึงเดินขึ้นไปพบท่านประธาน เดินสวน คุณ Wim Van Elswijk ท่านไดเร็กเตอร์ของเราWim Van Elswijk : ผมถูกเชือดแล้ว ตาคุณบ้างล่ะ... เราทั้งคู่หัวเราะพร้อมกัน ไม่ได้ซีเรียสแต่อย่างไร พอผมเข้าห้อง ก็เห็นท่านประธานยืนมองหน้าต่าง หันหลังให้ผมผมเอง : ท่านประธานเรียกผมรึครับ ( ท่านประธานจึงค่อยๆ หันหลังมา พร้อมกับหยิบหนังสือพิมพ์ โยนลงบนโต๊ะตรงหน้าผมพอดี หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า “ เป็นการเริ่มต้นที่ห่วยมาก “ ไม่ต้องอ่านต่อ ก็รู้ว่าเป็นเรื่อง ผลของเมื่อวานนี้ )ประธาน : พวกหนังสือพิมพ์ สับทีมเราเละ เลย คุณคิดอะไรอยู่ !!! ทำไมเปลี่ยนตัวแบบนั้น คิดว่าตัวเองเป็น สแวน อีริคสัน รึไง ถึงเปลี่ยนตัวสำรอง รวดเดียว มากขนาดนั้น !!! ( เสียงของเขาดังมาก แทบจะเรียกว่าเป็นการ ตะโกน ) ผมเอง : ผมแค่คิดว่า ต้องการให้ลูกทีมมีความพร้อม มากที่สุด ก่อนเปิดซีซั่น แล้วก็เป็นแค่นัดอุ่นเครื่อง จึงไม่น่าจะ ซีเรียส กับผลการแข่งขัน มากมายนักประธาน : ( เสียงดังกว่าเมื่อกี้อีก ) แค่นัดอุ่นเครื่องรึ !!! สำหรับคุณ มันแค่อุ่นเครื่อง สำหรับผม มันคืออนาคต ( พอพูดจบ ท่านประธานก็ปิดตา ทำท่าควบคุมอารมณ์ อย่างเต็มที่ ก่อนเปิดตา อีกครั้ง ) เอาล่ะ !!! ผมขอโทษที่เมื่อกี้ ใช้อารมณ์มากไปหน่อย เรามาเริ่มใหม่ แก้ตัวใหม่ในนัดหน้าก็แล้วกัน ผมเอง : ผมก็ขอโทษท่านประธานด้วยครับ ที่ไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้ประธาน : ไม่เป็นไร เป็นอันว่า อุ่นเครื่องนัดหน้า ผมหวังว่า เราคงชนะได้ผมเอง : ครับ จากนั้นผมก็ขอตัว กลับมาที่สนาม สังเกตเห็นคนสองคนที่นั่งบนอัฒจันทร์ ซุบซิบกันแล้วมองลงไปทางนักเตะที่กลางสนาม ผมดูแล้วไม่เหมือนกับแฟนบอลธรรมดา เลยเข้าไปถาม Marco ที่คุมทีมซ้อมอยู่Marco : อ๋อ เป็นแมวมอง ทีม โก อเฮด อีเกิ้ล นะครับ มาซุ่มมอง Ryan van Dijk เด็กที่เราเพิ่งเซ็นฟรี..ผมเอง : ก็เราเพิ่งเซ็นต์มาไม่ใช่รึ แล้วมันมาดูทำ หอกอะไร Marco : ไม่รู้สิครับ... แล้วผมก็เดินเข้าห้องทำงาน ก่อนออกจากสนาม ผมก็เคลือบขึ้นไปมองอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้ามกับ ฝั่งที่แมวมองนั่งอยู่ ก็เห็น แฟนมาประท้วง สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั้น ประท้วงประธาน อีกกลุ่มหนึ่งนั้น เขียนป้ายประท้วงว่า..Aspa Anthony !! Get Out !!!ราตรีสวัสดิ์25 Jul 2012 วันนี้เป็นการอุ่นเครื่องนัดที่สามของทีมเรา หลังจากที่เราแก้ตัวได้ บุกไปชนะ Quick Boys ทีมท้องถิ่นไปได้ 3 – 1 แม้ว่าผมจะยอมรับว่า เรายังเล่นได้ไม่ดีนัก แต่เราก็ชนะมาได้ ทำให้ท่านประธาน โล่งใจ ดีใจ ขึ้นมาอีกนิด ผมจึงฉวยโอกาส คุยกับท่านประธานให้ยกเลิก เกมอุ่นเครื่อง สองนัดในบ้าน คือ เกมนัดสุดท้ายก่อนเปิดฤดูกาลที่จะเจอกับ เบซิคตัส กับ เกมในวันนี้ที่จะเจอ วิเทส ( สำรอง ) โดยให้เหตุผลว่า ทั้งสองนัด เรามีสิทธิ์แพ้ สูง อาจจะส่งผลถึงสภาพจิตใจของนักเตะก่อนเปิดฤดูกาลได้ แต่ผมก็ทำได้แค่ ยกเลิกนัดที่จะเจอ เบซิคตัส เท่านั้น ส่วนนัดที่เจอในวันนี้นั้น ท่านประธานบอกว่า วิเทสส์ เป็นพันมิตรของเรา เราเป็นสโมสรลูกของเขา ยกเลิกไม่ได้หรอก แล้วทีม วิเทสส์ ที่จะมา ก็แค่ ทีมสำรอง ผมคิดว่า เราน่าจะรับมือ ได้หรอก ผมเชื่อมือคุณ... !!! To be Continued

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Sign in to follow this  

×
×
  • Create New...

Important Information

FM-Thai.com uses cookies, by using our website you agree to our use of cookies as described in our Privacy Policy We have placed cookies on your device to help make this website better. You can adjust your cookie settings, otherwise we'll assume you're okay to continue.